6.2.2 ธุรกิจแฟรนไชส์ (Franchises)
“ธุรกิจแฟรนไชส์” เป็นธุรกิจที่กำลังได้รับความนิยม จากผู้ที่จะก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการใหม่เป็นอย่างมาก ทั้งนี้เนื่องจากธุรกิจแฟรนไชส์เป็นธุรกิจที่มีสูตรสำเร็จในการบริหารจัดการทั้งทางด้านการผลิต ระบบการบริหารงาน รูปแบบการบริการ การจัดหาวัสดุอุปกรณ์ วัตถุดิบ การพัฒนาบุคคล และที่สำคัญคือ การดำเนินงานด้านการตลาด ภาพลักษณ์ของสินค้าหรือบริการและความมีชื่อเสียงของบริษัทเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคอยู่ก่อนแล้ว ทำให้ผู้ที่จะประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ได้รับความสะดวกไม่ต้องศึกษาหาความรู้ หรือจำเป็นต้องมีประสบการณ์ในการประกอบธุรกิจมากนัก ก็สามารถซื้อสิทธิมาประกอบการได้ แต่อย่างไรก็ตามในการที่จะตัดสินใจเลือก ที่จะประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ให้ประสบความสำเร็จด้วยดีนั้น ควรศึกษาถึงรายละเอียดของระบบธุรกิจแฟรนไชส์ เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ก่อนจะตัดสินใจลงทุน
ความหมายของธุรกิจแฟรนไชส์
“ธุรกิจแฟรนไชส์” คือ ธุรกิจที่จะต้องประกอบด้วยบุคคลหรือนิติบุคคลผู้ที่เกี่ยวข้อง 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายผู้ที่เป็นเจ้าของสิทธิหรือผู้ให้สิทธิ (Franchisor) และผู้ซื้อสิทธิ (Franchisee) โดยทั้งสองฝ่ายตกลงทำสัญญากันว่า ผู้ซื้อสิทธิจะดำเนินการขายสินค้า หรือบริการ ภายใต้สัญลักษณ์ เครื่องหมายการค้า ชื่อสินค้า เทคโนโลยี และระบบการดำเนินงานทั้งหมดของผู้ให้สิทธิ ในพื้นที่ที่ได้ทำการตกลงกันในสัญญา โดยผู้ให้สิทธิเป็นผู้กำหนดมาตรการในการดำเนินงานภายใต้ระเบียบ เงื่อนไข ที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยผ่านการถ่ายทอด การฝึกอบรม การให้ความช่วยเหลือ และการควบคุม ซึ่งผู้ซื้อสิทธิจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมให้กับเจ้าของสิทธิเพื่อเป็นค่าลิขสิทธิ์ในการใช้สิทธิเป็นการตอบแทน
องค์ประกอบที่สำคัญในการทำธุรกิจแฟรนไชส์
กล่าวโดยสรุปแล้ว ธุรกิจแฟรนไชส์จะต้องประกอบด้วยองค์ประกอบที่สำคัญ 3 ประการ ดังต่อไปนี้
1. องค์ประกอบเกี่ยวกับการใช้สิทธิหรือได้รับสิทธิ โดยผู้รับสิทธิ (Franchisee) จะได้รับสิทธิจากเจ้าของสิทธิ (Franchisor) ในประเด็นหลัก ๆ ดังนี้
1.1 การใช้ชื่อ สัญลักษณ์ (Logo) ของร้าน และการใช้ตรา (Brand) ของตัวสินค้าหรือบริการของแฟรนไชส์
1.2 การนำผลิตภัณฑ์หรือรูปแบบบริการทั้งหมด หรือบางส่วน หรือการดำเนินการผลิตตามสูตรกรรมวิธี หรือเทคนิคการผลิตของเจ้าของสิทธิ เพื่อจำหน่ายหรือให้บริการภายใต้ชื่อ สัญลักษณ์ ตราเดียวกับของเจ้าของสิทธิ
1.3 ผู้ซื้อสิทธิจะต้องดำเนินงานภายใต้ระบบการบริหารงาน ระบบการควบคุมที่ได้รับการถ่ายทอด การสอนงาน การฝึกอบรมจากเจ้าของสิทธิ รวมทั้งการได้รับความช่วยเหลือจากเจ้าของสิทธิในช่วงเริ่มต้นดำเนินการ หรือเมื่อเกิดปัญหาในการดำเนินงาน
1.4 ผู้ซื้อสิทธิ จะได้รับสิทธิในการบริหารร้าน ณ สถานที่ และระยะเวลาตามที่ได้ตกลงในสัญญาเท่านั้น
2. องค์ประกอบเกี่ยวกับการดำเนินงาน โดยผู้ซื้อสิทธิจะต้องปฏิบัติตามขั้นตอน วิธีการ และแบบแผนในการดำเนินงาน การจัดการ การผลิต และการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภายใต้เครื่องหมายสัญลักษณ์ทางการค้าที่เจ้าของสิทธิกำหนดตามสัญญาข้อตกลง
3. องค์ประกอบเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมในการขอใช้สิทธิ ซึ่งโดยทั่วไปธุรกิจ แฟรนไชส์มีการกำหนดค่าธรรมเนียมใน 3 ลักษณะ ดังนี้
3.1 ค่าสิทธิของแฟรนไชส์ (Franchise Fee) เป็นค่าธรรมเนียมที่ผู้ซื้อสิทธิจะต้องจ่ายให้แก่เจ้าของสิทธิเป็นค่าธรรมเนียมจ่ายครั้งแรก หรือค่าแรกเข้า โดยเป็นการจ่ายเพียงครั้งเดียวในวันที่ลงนามทำสัญญากัน
3.2 ค่าธรรมเนียมความจงรักภักดี (Royalty Fee) เป็นค่าธรรมเนียมที่เจ้าของสิทธิเรียกเก็บจากผู้ซื้อสิทธิ โดยกำหนดอัตราเป็นสัดส่วนจากผลประกอบการของผู้ซื้อสิทธิต่อช่วงเวลา เช่น ต่อเดือน หรือต่อปี และจะต้องจ่ายอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาสัญญา
3.3 ค่าธรรมเนียมหรือค่าบริการอื่น ๆ เช่น ค่าธรรมเนียมด้านการโฆษณาประชาสัมพันธ์ (Advertising Fee) ค่าฝึกอบรม ซึ่งจะมีรูปแบบการเก็บแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดในสัญญา
ประเภทของธุรกิจแฟรนไชส์
ระบบแฟรนไชส์อาจแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ
1. แฟรนไชส์ผลิตภัณฑ์ (Product franchising) หมายถึง ระบบแฟรนไชส์ที่เจ้าของสิทธิอนุญาตให้ผู้ซื้อสิทธิใช้ชื่อทางการค้าของตนในการผลิตผลิตภัณฑ์ ให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าตามลักษณะภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกัน ตัวอย่างแฟรนไชส์ประเภทนี้ได้แก่ ธุรกิจน้ำอัดลม ผู้ผลิตรถยนตเป็นต้น
2. แฟรนไชส์รูปแบบของธุรกิจ (Business – format franchising) หมายถึง ระบบแฟรนไชส์ที่ผู้ซื้อสิทธิดำเนินการโดยใช้วิธีปฏิบัติในด้านต่าง ๆ เช่น กระบวนการปฏิบัติการด้านการผลิต การบรรจุภัณฑ์ การใช้อุปกรณ์เครื่องมือ การตกแต่งสถานที่ และรูปแบบการบริการทางธุรกิจเต็มรูปแบบตามข้อกำหนดของผู้ขายสิทธิ โดยแฟรนไชส์ประเภทนี้กำลังเป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมในประเทศไทยเป็นอย่างมาก ทั้งนี้เนื่องจากนักธุรกิจไทยสามารถพัฒนาธุรกิจของตนเองขึ้นมาจนมีชื่อเสียงได้รับการยอมรับจากลูกค้า และเริ่มขยายตลาดออกไป โดยใช้แนวทางการดำเนินธุรกิจแฟรนไชส์จนประสบความสำเร็จเป็นจำนวนมาก
ข้อดีและข้อเสียในการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์
ข้อดี
1. การประกอบธุรกิจแฟรนไชส์จะได้รับสิทธิเกี่ยวกับการถ่ายทอดระบบงาน กรรมวิธีการผลิตต่าง ๆ เปรียบเสมือนสูตรสำเร็จในการบริหารจัดการดังนี้
1.1 การได้รับระบบการจัดการ การบัญชี การขาย และขั้นตอนการบริการ การควบคุมคลังสินค้าในรูปของคู่มือการปฏิบัติงานเพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน
1.2 การได้รับสิทธิและความช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ เช่น การพิจารณาเลือกพื้นที่ประกอบการ การจัดเตรียมแผนผังและรายละเอียด (Lay out) ของสถานที่ การฝึกอบรมให้ความรู้ การจัดหาเครื่องมืออุปกรณ์ การจัดการคลังสินค้าและวัตถุดิบ การตลาดและการโฆษณาประชาสัมพันธ์ จนกระทั่งการเปิดดำเนินธุรกิจ
1.3 ได้รับประโยชน์จากการจดทะเบียนการค้า เครื่องหมายการค้า ความลับเกี่ยวกับกรรมวิธี และสูตรการผลิตต่าง ๆ ทางการค้า
2. ผู้ซื้อสิทธิจะได้รับบริการฝึกอบรม การให้คำปรึกษา การสนับสนุนและช่วยแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ โดยก่อนที่จะเปิดกิจการ เจ้าของสิทธิจะดำเนินการช่วยเตรียมการด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะการฝึกอบรมพนักงานเพื่อให้สามารถดำเนินการได้ทันที หรือเปิดดำเนินการแล้ว นอกจากนั้น ยังมีการติดตามให้คำปรึกษาแก่ผู้ซื้อสิทธิเป็นระยะ ๆ รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือด้านต่าง ๆ ในกรณีที่เกิดปัญหาขึ้นระหว่างการดำเนินธุรกิจ
3. เนื่องจากแฟรนไชส์ส่วนใหญ่มีชื่อเสียงและภาพลักษณ์ดี เป็นที่ยอมรับจากกลุ่มลูกค้าเป้าหมายอยู่แล้ว ทำให้การเปิดร้านแฟรนไชส์ขึ้นมาใหม่สามารถดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาซื้อสินค้าหรือใช้บริการได้ทันที ไม่จำเป็นต้องสร้างภาพลักษณ์ขึ้นมาใหม่
4. สะดวกในการจัดหาอุปกรณ์ เครื่องจักร วัสดุสิ้นเปลืองได้ง่าย และได้สิทธิซื้อในราคาที่ต่ำกว่า
5. ได้รับผลทางด้านกิจกรรมทางการตลาด การโฆษณาและประชาสัมพันธ์ที่ทางผู้ขายสิทธิจัดทำขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งผลทางด้านการวิจัยและพัฒนาเพื่อปรับปรุงสินค้าและบริการให้ทันสมัยอยู่เสมอตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายหลัก
6. การประกอบธุรกิจแฟรนไชส์เป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ โดยมีเหตุผลดังต่อไปนี้
6.1 จำนวนเงินที่ลงทุน น้อยกว่าการลงทุนในการเริ่มประกอบธุรกิจใหม่ของตนเอง
6.2 ไม่ต้องเสี่ยงกับปัญหาหลัก ๆ ในช่วงเริ่มประกอบธุรกิจ ทั้งนี้เนื่องจากธุรกิจแฟรนไชส์ได้ผ่านการทดสอบตลาด และประสบผลสำเร็จเรียบร้อยแล้ว
6.3 เป็นการประกอบธุรกิจที่มีชื่อเสียง เป็นที่รู้จัก และยอมรับของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายดีอยู่แล้ว
ข้อเสีย
1. ผู้ประกอบธุรกิจแฟรนไชส์จะต้องเสียค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ และค่าการจัดการในรูปแบบของ Franchise Fee ก่อนเริ่มกิจการโดยที่ยังไม่ทราบว่ากิจการจะมีกำไรหรือไม่
2. ผู้ประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ จะต้องเสียส่วนแบ่งรายได้ในรูปของ Royalty Fee และ Advertising Fee ตามสัญญาที่ได้ตกลงกันไว้
3. ผู้ประกอบธุรกิจแฟรนไชส์จะขาดความเป็นอิสระในการดำเนินงาน เพราะจะต้องบริหารจัดการ และปฏิบัติการตามมาตรฐานของเจ้าของสิทธิที่กำหนดไว้เพื่อความเป็นเอกภาพของผู้ซื้อสิทธิ
4. ผู้ประกอบธุรกิจแฟรนไชส์จะถูกจำกัดด้านความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เพราะจะต้องปฏิบัติตามสัญญาที่ระบุไว้อย่างละเอียดถี่ถ้วนเท่านั้น
5. ภาพลักษณ์องค์กรของเจ้าของสิทธิอาจจะตกต่ำลง หรือความล้มเหลวในการดำเนินธุรกิจจะส่งผลกระทบกระเทือนต่อการดำเนินธุรกิจของแฟรนไชส์
6. อาจจะประสบปัญหาจากการที่เจ้าของสิทธิไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาในเรื่องเกี่ยวกับการให้การสนับสนุน และการพัฒนาอย่างต่อเนื่องได้
7. ข้อกำหนดหรือสัญญาบางอย่างอาจจะทำให้ผู้ซื้อสิทธิรู้สึกไม่เป็นธรรมได้ในภายหลัง เช่น ราคาค่าวัตถุดิบค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ตลอดจนการเปิดสาขาใหม่ในพื้นที่ใกล้เคียงกัน เป็นต้น
การเตรียมความพร้อมของตนเองก่อนเริ่มประกอบธุรกิจแฟรนไชส์
ถึงแม้ว่าธุรกิจระบบแฟรนไชส์จะมีระบบงานที่มีมาตรฐานและมีความเป็นเอกภาพเดียวกัน ตลอดจนการมีระบบการให้คำปรึกษาแนะนำ และช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด แต่ความสำเร็จในการเข้าร่วมประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ยังขึ้นอยู่กับตัวเราเองเป็นสำคัญ ดังนั้นก่อนที่จะเริ่มดำเนินการจึงควรจะมีการเตรียมความพร้อมให้แก่ตนเองดังต่อไปนี้
1. มีความเข้าใจในระบบธุรกิจแฟรนไชส์อย่างชัดเจน
2. ศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับนโยบายของบริษัทแฟรนไชส์ที่เราสนใจว่าลักษณะสินค้าหรือบริการเป็นอย่างไร บริษัทมีนโยบายทางการตลาดอย่างไร มีการเข้มงวดในการคัดเลือกผู้ซื้อสิทธิมากน้อยเพียงใด มีมาตรฐานการจัดทำคู่มือการบริหารจัดการธุรกิจได้อย่างชัดเจนหรือไม่ ตลอดจนความน่าเชื่อถือของบริษัทในเรื่องเกี่ยวกับการปฏิบัติตามสัญญา
3. พิจารณาอุปนิสัยของตัวเราเองว่าจะสามารถดำเนินธุรกิจภายใต้กฎระเบียบและกติกาของบริษัทเจ้าของสิทธิ และทำงานร่วมกับบุคคลอื่นได้มากน้อยเพียงใด
4. ต้องมีความตั้งใจจริง มีความมานะพยายาม มีความอดทน สามารถสู้งานหนักได้ เพราะการดำเนินธุรกิจแฟรนไชส์จะต้องทำอย่างต่อเนื่อง ไม่สามารถเลิกกลางคันได้
5. มีเงินทุนที่เพียงพอ โดยการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ จะต้องมีเงินทุนที่จะต้องลงทุนเริ่มแรกทั้งเป็นค่าธรรมเนียมแรกเข้า Franchise Fee ค่าสถานที่ ค่าวัสดุอุปกรณ์ และจะต้องมีเงินทุนสำรองไว้ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนส่วนหนึ่งด้วย
6. ต้องอ่านและพิจารณาสัญญาให้ละเอียด และทำความเข้าใจในเงื่อนไขของสัญญาแต่ละข้อให้ชัดเจน ซึ่งโดยทั่วไปสัญญาจะมีเนื้อหาดังนี้
6.1 รายละเอียดเกี่ยวกับตัวบริษัทเจ้าของสิทธิ
6.2 รายละเอียดเกี่ยวกับสิทธิของผู้ซื้อสิทธิ ดังนี้
6.2.1 รายละเอียดเกี่ยวกับสิทธิที่ผู้ซื้อสิทธิจะได้รับจากเจ้าของสิทธิ
6.2.2 รายละเอียดเกี่ยวกับการอบรมให้ความรู้ การให้คำปรึกษา และการช่วยเหลือจากเจ้าของสิทธิ
6.2.3 รายละเอียดเกี่ยวกับสิทธิในการซื้อสินค้า หรือวัตถุดิบจากบริษัทเจ้าของสิทธิ
6.2.4 รายละเอียดเกี่ยวกับการดำเนินการด้านการตลาด และการส่งเสริมการขายของเจ้าของสิทธิ
6.2.5 รายละเอียดเกี่ยวกับการดำเนินการด้านการรับสมัครบุคลากร และการฝึกอบรมบุคลากรให้แก่ผู้ซื้อสิทธิ ฯลฯ
6.3 รายละเอียดเกี่ยวกับข้อกำหนดด้านหน้าที่ของผู้ซื้อสิทธิ ดังนี้
6.3.1 ข้อกำหนดเกี่ยวกับการจ่ายค่าธรรมเนียมต่าง ๆ
6.3.2 ข้อกำหนดเกี่ยวกับความรับผิดชอบด้านค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เช่น ค่าโฆษณาและประชาสัมพันธ์ ค่าวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ
6.3.3 ข้อกำหนดเกี่ยวกับการจัดทำรายงาน เช่น รายงานยอดขาย รายงานข้อผิดพลาด ฯลฯ เป็นต้น
6.4 รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องอื่น ๆ เช่น การโอนสิทธิให้แก่บุคคลที่ 3 อายุสัญญา การต่อสัญญา การรับประกันการไม่เปิดกิจการในพื้นที่ทับซ้อน เป็นต้น
หลังจากที่มีความรู้ความเข้าใจในระบบการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์แล้ว ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกซื้อสิทธิแฟรนไชส์มาประกอบการ ควรศึกษาเพื่อวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ ประเภทที่ท่านสนใจอย่างง่าย ๆ ซึ่งสามารถที่จะดำเนินการศึกษาด้วยตัวเองได้ โดยมีกรอบการศึกษาที่จำเป็นต้องศึกษาใน 3 ประเด็นหลักคือ ศึกษาทางด้านเทคนิค (Technical Study) ด้านการตลาด (Market Study)ด้านการเงิน (Financial Study)
คำศัพท์เกี่ยวกับแฟรนไชส์ที่ควรทราบ
เพื่อให้การศึกษาเกี่ยวกับธุรกิจแฟรนไชส์เป็นไปได้ง่ายขึ้น และสามารถมองเห็นภาพเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจได้แจ่มชัดขึ้น จึงขอนำเสนอคำศัพท์เฉพาะที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจแฟรนไชส์ดังต่อไปนี้
1. แฟรนไชส์ (Franchise) คือ การดำเนินธุรกิจโดยเจ้าของสิทธิตกลงอนุญาตให้ผู้ซื้อสิทธิดำเนินธุรกิจและบริการภายใต้ชื่อการค้า สัญลักษณ์ ตราสินค้าของตน และปฏิบัติตามรูปแบบการทำธุรกิจของเจ้าของสิทธิ โดยจ่ายค่าธรรมเนียมเป็นการตอบแทนตามสัญญาที่ตกลงกันไว้
2. แฟรนไชส์ซิ่ง (Franchising) คือ วิธีการในการดำเนินธุรกิจ โดยมีบุคคลหรือนิติบุคคลที่เกี่ยวข้อง 2 ฝ่าย คือ เจ้าของสิทธิในธุรกิจ (Franchior) และผู้ซื้อสิทธิ (Franchisee) โดยเจ้าของสิทธิตกลงที่จะเป็นผู้ถ่ายทอดเทคนิค วิธีการ ในการทำธุรกิจทุกอย่างให้แก่ผู้ซื้อสิทธิ เพื่อให้ผู้ซื้อสิทธิสามารถดำเนินธุรกิจและบริการภายใต้ชื่อการค้า สัญลักษณ์ และตราสินค้าของเจ้าของสิทธิได้ โดยผู้ซื้อสิทธิจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียม
ต่าง ๆ ในการใช้สิทธิตามเงื่อนไขของสัญญา
3. เจ้าของสิทธิ (Franchisor) คือ เจ้าของธุรกิจ ซึ่งเป็นผู้ที่ค้นคิดวิธีการดำเนินธุรกิจจนประสบความสำเร็จ มีภาพลักษณ์ของบริษัท(Image) และตำแหน่งของผลิตภัณฑ์ทางการตลาด (Product Positioning) เป็นที่ยอมรับของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่มีขนาดใหญ่เพียงพอ จนสามารถพัฒนาธุรกิจให้เป็นระบบแฟรนไชส์ โดยเป็นเจ้าของสิทธิที่อนุญาตให้ผู้อื่นได้ใช้สิทธิในการดำเนินธุรกิจภายใต้ชื่อการค้าของตนได้ หรือเรียกว่าเป็นผู้ขายแฟรนไชส์
4. ผู้ซื้อสิทธิ (Franchisee) คือ ผู้ของซื้อสิทธิแฟรนไชส์ มาดำเนินธุรกิจตามระบบงาน วิธีการ โดยใช้ชื่อทางการค้า เครื่องหมายการค้าเดียวกันกับเจ้าของสิทธิ โดยต้องจ่ายค่าตอบแทนในการใช้สิทธิ รวมทั้งค่าตอบแทนตามสัดส่วนของผลประกอบการด้วย
5. แฟรนไชส์ฟี (Franchise Fee) คือ ค่าธรรมเนียมหรือค่าตอบแทนที่ผู้ขอซื้อสิทธิแฟรนไชส์จะต้องจ่ายให้ผู้ขายสิทธิแฟรนไชส์เป็นเงินจำนวนที่
แน่นอนเพียงครั้งเดียวก่อนเริ่มดำเนินการในลักษณะที่เรียกว่า “ค่าธรรมเนียมแรกเข้า”
6. รอยัลตี้ ฟี (Royalty Fee) คือ ค่าธรรมเนียมที่เจ้าของสิทธิแฟรนไชส์เรียกเก็บจากผู้ชื้อสิทธิแฟรนไชส์อย่างต่อเนื่องตามสัดส่วนของผลการดำเนินงานของผู้ซื้อสิทธิ ซึ่งอาจจะเรียกเก็บเป็นเปอร์เซ็นต์ต่อเดือน หรือต่อปี จากยอดขาย หรือในบางกรณีอาจจะเรียกเก็บจากยอดการสั่งซื้อสินค้าหรืออุปกรณ์ก็ได้
7. แอดเวอร์ไทซิ่ง ฟี (Advertising Fee) คือ ค่าธรรมเนียมที่ผู้ซื้อสิทธิจะต้องจ่ายค่าดำเนินการในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้แก่เจ้าของสิทธิ ซึ่งอาจจะตกลงที่จะเรียกเก็บเป็นรายเดือน รายปี หรือเป็นเปอร์เซ็นต์ของยอดขาย แต่ในบางบริษัทอาจจะไม่เรียกเก็บก็ได้ โดยรวมอยู่ใน Franchise Fee หรือ Royalty Fee แล้ว
8. แฟรนไชส์ แพคเกจ ฟี (Franchise Package Fee) คือ ค่าธรรมเนียมในระบบแฟรนไชส์ หรือเกี่ยวกับเทคนิคพิเศษต่าง ๆ ซึ่งอาจหมายถึงค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับการฝึกอบรม การโฆษณา และการประชาสัมพันธ์ เป็นต้น
9. มาสเตอร์ แฟรนไชส์ (Master Franchise) คือ ผู้ที่ได้รับสิทธิจากบริษัทเจ้าของสิทธิ หรือบริษัทแม่ให้ดำเนินธุรกิจเป็นรายแรกในพื้นที่หนึ่ง ๆ และรับผิดชอบในการขยายสาขาออกไปให้ครอบคลุมทั่วพื้นที่ โดยผู้ที่เป็นมาสเตอร์แฟรนไชส์จะได้รับการถ่ายทอดเรื่องกรรมวิธีการผลิต การบริหาร และการจัดการในระดับที่สูงมากขึ้น
10. ซับ – แฟรนไชส์ (Sub – Franchise) คือ ลักษณะการให้สิทธิในการเปิดดำเนินกิจการแบบตัวต่อตัว ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือ
(1) Single Unit Franchise คือ การให้สิทธิในการดำเนินธุรกิจได้เพียงแห่งเดียว
(2) Multi Unit Franchise คือ การให้สิทธิในการดำเนินธุรกิจได้มากกว่า 1 แห่ง โดยผู้ซื้อสิทธิจะต้องเปิดดำเนินการเอง ไม่สามารถขายสิทธิแฟรนไชส์ต่อให้ใครได้
1.1 ดีเวลลอปเม้นต์ แฟรนไชส์ (Development Franchise) คือ ลักษณะที่เจ้าของสิทธิให้สิทธิแก่ผู้ซื้อสิทธิ ในการขยายกิจการภายในอาณาเขตและระยะเวลาที่กำหนด เช่น การให้สิทธิขยายกิจการในเขตพื้นที่ภาคเหนือเป็นระยะเวลา 10 ปี เป็นต้น
1.2 โอเปอเรชั่น แมนนวล (Operation Manual) คือ คู่มือในการดำเนินธุรกิจแฟรนไชส์ ซึ่งเจ้าของสิทธิเป็นผู้จัดทำขึ้นเพื่อใช้ในการแนะนำถึงวิธีการและขั้นตอนต่าง ๆ ในการปฏิบัติงาน และการทำธุรกิจสำหรับผู้ซื้อสิทธิ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งโดยปกติ Operation Manual จะกำหนดขั้นตอนในการปฏิบัติงานที่ครอบคลุมในเรื่องต่าง ๆ ที่สำคัญทุกเรื่อง
สรุป
ธุรกิจแฟรนไชส์ เป็นธุรกิจที่ได้รับความนิยมมากในประเทศไทยปัจจุบัน เมื่อมีผู้ประสบผลสำเร็จในธุรกิจของตนเองแล้ว ก็จะต้องการขยายธุรกิจ โดยดำเนินการในรูปการขายแฟรนไชส์ในประเทศ เช่น ธุรกิจเซเว่น อีเลฟเว่น ธุรกิจอาหารชายสี่หมี่เกี๊ยว ฯลฯ ผู้ทำธุรกิจจะต้องพิจารณาความพร้อมและเลือกธุรกิจให้เหมาะสมเพื่อความอยู่รอดและเจริญเติบโตโดยไม่ต้องริเริ่มคิดเอง มีความพร้อมในด้านทำเล เงินทุนในการประกอบการ และระบบแฟรนไชส์ยังดูแลธุรกิจในช่วงที่ยังเริ่มต้น และประชาสัมพันธ์ การตลาด การบริหารจัดการ ให้ระยะหนึ่งด้วย
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น