วันพุธที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2556

“บริหารกายใจให้สมดุล” ปัจจัยความสำเร็จ “แฟรนไชส์ซี่” เซเว่นฯ

จากมนุษย์เงินเดือนที่มีความฝันต้องการมีธุรกิจเป็นของตนเอง วันหนึ่ง บุญชัย ศรีสุรเมธีกร ก็ตัดสินใจลาออก และเลือกร่วมธุรกิจแฟรนไชส์กับเซเว่น อีเลฟเว่น จากวันนั้นถึงวันนี้เป็นระยะเวลานับ 10 ปี แต่บุญชัย ก็ยังคงมั่นใจที่จะเดินร่วมทางกับเซเว่น อีเลฟเว่น อย่างไม่เปลี่ยนแปลง และมุ่งมั่นบริหารเซเว่น อีเลฟเว่น 3 สาขา เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ดีที่สุด



บุญชัย เล่าว่า ก่อนหน้านี้ทำงานเป็นผู้จัดการฝ่ายฝึกอบรมที่บริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง พอทำงานได้สักระยะหนึ่งได้ยินว่า เซเว่น อีเลฟเว่น มีแฟรนไชส์ให้ผู้สนใจได้ร่วมทำธุรกิจ จึงติดต่อ ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ธุรกิจแฟรนไชส์ เซเว่น อีเลฟเว่น มีการนัดเข้าฟังสัมมนาการลงทุน และเข้าไปฟังรายละเอียดก่อนตัดสินใจลงทุน หลังจากนั้นจะมีการคัดเลือกผู้สนใจ ซึ่งเมื่อผ่านขั้นตอนนี้ได้แล้ว ต้องเข้ารับการอบรมการบริหารธุรกิจเป็นเวลา 2 เดือน จึงสามารถเข้ามาบริหารร้านของตัวเองได้

แฟรนไชส์ซี่เซเว่น อีเลฟเว่น รายเดิมกล่าวต่อว่า ร้าน เซเว่น อีเลฟเว่น ที่ได้บริหารนั้น เป็นการโอนสิทธิ์จากร้านของบริษัทให้เป็นร้านแฟรนไชส์ ซึ่งบริษัทจะมีร้านให้เลือก ดังนั้นเจ้าของร้านแฟรนไชส์จึงไม่จำเป็นต้องมีทำเลในการเปิดร้าน

“ร้านสาขาที่ไปบริหารนั้นคือร้านที่มีอยู่แล้ว ถ้าเปรียบคือเหมือนเปลี่ยนผู้บริหารร้านสาขานั้นใหม่โดยเราเข้าไปบริหารเอง ซึ่งพอเข้าไปบริหารแล้วก็เดินหน้าดูแลธุรกิจแฟรนไชส์ตามแนวทางที่บริษัทแม่วางไว้” บุญชัย อธิบาย

ทุกการทำงานย่อมมีการปรับตัวเพื่อให้งานและธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้ บุญชัย ก็เช่นกัน ช่วงแรกๆ เมื่อครั้งรับพนักงานใหม่เข้าร้าน ต้องปรับตัวเยอะพอสมควรเพราะต้องคอยสอนงาน แต่เมื่อพนักงานค่อยๆ เรียนรู้แล้วก็เบาแรงไปได้ส่วนหนึ่ง

“สิ่งที่ทำให้ธุรกิจแฟรนไชส์ประสบความสำเร็จนั้น หลักสำคัญอยู่ที่ผู้ตัดสินใจเริ่มธุรกิจแฟรนไชส์ต้องเข้าใจลักษณะของธุรกิจประเภทนี้อย่างถ่องแท้เสียก่อน รวมถึงการให้ความสำคัญกับลูกค้า นำสินค้าที่ลูกค้าต้องการมาจำหน่าย และดูความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของลูกค้า พยายามรักษาฐานลูกค้า ซึ่งหากทำอย่างนี้แล้วก็จะสามารถทำกำไรให้ธุรกิจได้เอง

“ไม่มีธุรกิจไหนไม่เหน็ดเหนื่อย แต่เชื่อเถอะครับว่ายิ่งเราเจอกับอุปสรรคมาก ความสำเร็จก็จะยิ่งมากตามเป็นทวีคูณไปด้วย”

การทำธุรกิจที่เปิดให้บริการลูกค้าตลอด 24 ชั่วโมงแบบนี้ หากเจ้าของกิจการไม่ดูแลสุขภาพให้แข็งแรงสมบูรณ์แล้วก็อาจล้มหมอนนอนเสื่อเอาได้ง่ายๆ บุญชัย แนะวิธีดูแลตัวเองไว้ว่า ต้องให้ความสำคัญกับ “อาหาร” และ “การออกกำลังกาย” รวมทั้งต้อง ดูแลจิตใจและอารมณ์ให้สดใส อยู่เสมอ โดยใช้วิธีการนั่งสมาธิ ซึ่งจะทำให้อารมณ์นิ่งขึ้นและมีสติมากขึ้น

“เซเว่น อีเลฟเว่น เป็นร้านอิ่มสะดวกให้บริการลูกค้า 24 ชั่วโมง ถึงแม้ว่าผมจะไม่ได้ประจำที่ร้าน 24 ชั่วโมง แต่ก็ต้องเตรียมความพร้อมอยู่เสมอ เพราะฉะนั้นจึงต้องดูแลตัวเองให้ดี และเนื่องจากการบริหารจัดการร้านต้องอาศัยความอดทนและความเอาใจใส่ ดังนั้นจึงต้องดูแลจิตใจและอารมณ์ของเราด้วย เมื่อเราบริการลูกค้าด้วยใจที่มีความสุข ลูกค้าก็จะมีความสุข” บุญชัย บอก และทิ้งท้ายว่า

สำหรับผู้ที่ต้องการร่วมธุรกิจแฟรนไชส์ เซเว่น อีเลฟเว่น นั้น ต้องมี “ใจรัก” เพราะหากเกิดปัญหาหรืออุปสรรคใดๆ เราก็จะพยายามเอาชนะปัญหานั้นได้ในที่สุด และต้องมีความ “มุ่งมั่น” เพื่อสร้างธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ

ข้อดี-เสียของแฟรนไชส์

ข้อดีของธุรกิจแฟรนไชส์

การทำธุรกิจในรูปแบบแฟรนไชส์มีข้อดีหลายประการ   กล่าวคือ
               1.  มีโอกาสประสบความสำเร็จสูง   เนื่องจากแฟรนไชส์ซอร์ได้พัฒนาธุรกิจจนประสบความสำเร็จ  มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักและยอมรับ
จากบุคคลทั่วไปแล้ว
               2.  ย่นระยะเวลาในการเรียนรู้   แฟรนไชส์ซอร์ได้ทุ่มเทเวลาและเงินไปเป็นจำนวนมาก  เพื่อที่จะสร้างพัฒนาและบันทึกขั้นตอน
การดำเนินธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ  แฟรนไชส์ซี่*  จะได้รับประโยชน์จากการรวบรวมความเชี่ยวชาญและความรู้นี้จากแฟรนไชส์ซอร์  
ดังนั้น  จึงเป็นการประหยัดระยะเวลาในการเรียนรู้ได้เป็นอย่างมาก
               3.  เครื่องหมายการค้าได้รับการยอมรับ   ตราสินค้าหรือบริการ  หรือเครื่องหมายการค้าของแฟรนไชส์ซอร์ย่อมเป็นที่คุ้นเคยของผู้บริโภคมาเป็นเวลานานแล้ว  ดังนั้น  แฟรนไชส์ซี่จะได้รับประโยชน์จากการที่เครื่องหมายการค้าได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
               4.  การประหยัดต่อขนาดจากการซื้อทีละมาก ๆ   ผู้ประกอบกิจการขนาดย่อมโดยทั่วไป  มักพบว่าเป็นเรื่องยากที่ตนจะสามารถซื้อสินค้า
และบริการในราคาถูก  เนื่องจากปริมาณในการสั่งซื้อที่น้อย  อย่างไรก็ตามเมื่อมีการทำแฟรนไชส์  แฟรนไชส์ซี่สามารถรวบรวมความต้องการ
สั่งซื้อสินค้าเข้าด้วยกันและเพิ่มอำนาจการต่อรองของตน  ทำให้สามารถซื้อสินค้าและบริการในต้นทุนที่ถูกลงได้
               5.  มีการโฆษณาและสนับสนุนการขายร่วมกัน   แฟรนไชส์ซอร์จะดูแลการโฆษณา   การส่งเสริมการขายสินค้าหรือบริการของตน
เป็นประจำอยู่แล้ว  แฟรนไชส์ซี่บางรายอาจจะร่วมรับผิดชอบโดยการจ่ายเป็นค่าธรรมเนียมในการโฆษณา (Advertising Fee*)
ให้แก่แฟรนไชส์ซอร์ ตามแต่จะตกลงกัน
               6.  ได้รับการฝึกอบรมและถ่ายโอนความเชี่ยวชาญ   แฟรนไชส์ซี่  ย่อมได้รับการฝึกอบรม  และถ่ายทอดความรู้จากแฟรนไชส์ซอร์
เพื่อส่งเสริมความสำเร็จ  เนื่องจากความสำเร็จและผลกำไรของแฟรนไชส์ซี่ย่อมเกี่ยวโยงกับความสำเร็จของแฟรนไชส์ซอร์โดยตรง
               7.  ได้รับบริการช่วยเหลือจากผู้ขายแฟรนไชส์   แฟรนไชส์ซอร์จะให้ความช่วยเหลือ  แนะนำและให้บริการต่าง ๆ  แก่แฟรนไชส์ซี่
ตามข้อตกลง  ตลอดอายุของสัญญา









ข้อเสียของธุรกิจแฟรนไชส์

การทำธุรกิจแฟรนไชส์นอกจากจะมีข้อดีหลายประการแล้ว   ก็ยังมีข้อเสียเช่นกัน  กล่าวคือ
               1.   ขาดอิสระในการดำเนินธุรกิจ   ผู้ซื้อแฟรนไชส์จะต้องดำเนินธุรกิจตามรูปแบบที่ผู้ขายแฟรนไชส์กำหนดไว้เท่านั้น
               2.   ไม่มีหลักประกันความสำเร็จ   ถึงแม้การทำธุรกิจแฟรนไชส์จะมีโอกาสประสบความสำเร็จสูงจากการซื้อแฟรนไชส์ก็ตาม
แต่อาจกล่าวได้ว่า  ไม่มีหลักประกันที่แน่นอน  เนื่องจากความเสี่ยงทางธุรกิจสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเวลา
               3.      ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง   ธุรกิจในรูปแบบแฟรนไชส์บางธุรกิจ  จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนสูงในการได้มาซึ่งสิทธิในการประกอบกิจการ
เช่น  ต้องเสียค่าธรรมเนียมแรกเข้า  ต้องลงทุนในการตกแต่งร้าน  เป็นต้น






                                                                               

       แฟรนไชส์ซี่  (Franchisee)   คือ  ผู้รับสิทธิ์ในการดำเนินธุรกิจ  ตามระบบที่เจ้าของสิทธิ์ได้จัดเตรียมไว้  รวมทั้งได้ใช้ชื่อทางการค้า
เครื่องหมายการค้าเดียวกัน  โดยที่ต้องจ่ายค่าตอบแทนในการให้สิทธิ์อันนั้น  รวมทั้งจ่ายค่าตอบแทนตามผลประกอบการด้วย  ซึ่งก็คือ
ผู้ซื้อแฟรนไชส ์นั่นเอง

       Advertising Fee  คือ   ค่าตอบแทนที่ต้องจ่ายอย่างต่อเนื่อง   ตามสัดส่วนของการดำเนินงาน  เพื่อนำไปใช้เพื่อการโฆษณา
 ในส่วนนี้แฟรนไชส์ซอร์อาจจะเรียกเก็บหรือไม่เก็บก็ได้  แล้วแต่จะตกลงกัน

เลือกซื้อแฟรนไชส์ให้กำไรงาม!

เลือกแฟรนไชส์ให้กำไรงาม


     ซึ่งจากการที่ทำวิจัยพบว่าธุรกิจที่เริ่มต้นใหม่จากศูนย์หนึ่งร้อยธุรกิจนั้นอาจจะมีแค่เพียง 20 ธุรกิจที่อาจจะประสบความสำเร็จอีก 80% นั้นจะตายไปกับธุรกิจ

     ดังนั้นการดำเนินการของลักษณะของการจัดการธุรกิจแฟรนไชส์นั้นก็จะเป็นตัวช่วยในการทำให้เราประสบความสำเร็จมากขึ้น หากถามว่าทำไมถึงจะประสบความสำเร็จก็มีอยู่ 2 ประเด็นหลักด้วยกันคือ
     ประเด็นที่ 1 ลักษณะของการที่เราจะใช้ชื่อของ Brand name ของเขาในการที่จะเอามาช่วยลูกค้าที่มีอยู่แล้วนั้นได้รู้จักมากขึ้นและดีขึ้น เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะประสบความสำเร็จนั้นสามารถที่จะทำได้ง่าย
     ประเด็นที่ 2 เรื่องเกี่ยวกับการที่เรามี know-how ที่ผู้ขายสิทธิบริหารแฟรนไชส์ให้กับเรานั้นมีอยู่แล้วซึ่งแฟรนไชซอร์ เหล่านั้นจะมีการดำเนินการอบรมวิธีการบริหารจัดการในการทำธุรกิจเหล่านั้นให้กับเราไม่มากก็น้อย เราสามารถเริ่มจากความรู้ที่ได้อบรมมา ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราทำร้านขายหนังสือขึ้นมาร้านหนึ่ง หากต้องติดต่อกับสำนักพิมพ์ต่างๆ บางครั้งความน่าเชื่อถือเราอาจจะยังไม่มี เพราะฉะนั้นเขาก็อาจจะไม่ให้เครดิตในการชำระเงินแก่เรา
     ยกตัวอย่างอีกกรณีหนึ่งในลักษณะของการเปิดหน้าเช่น เราซื้อแฟรนไชส์ ของนายอินทร์ขึ้นมาสิ่งที่เราจะได้จากเขา คือการบริหารจัดการ การออกแบบร้านทั้งหมดซึ่งประสบการณ์ของนายอินทร์นั้นมีมาหลายสิบปี เพราะฉะนั้นเขาจะรู้ว่าลักษณะการจัดหน้าร้านจะทำอย่างไรดีหรืออย่างไรไม่ดี เพราะฉะนั้นก็จะเป็นตัวช่วยเราที่จะทำการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
     นอกจากนั้นเขายังมีการอบรมพนักงานใหม่ของเราในการที่จะดำเนินงานในร้านขายหนังสือ เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่าเราจะเสียค่าแฟรนไชส์ หรือค่าใช้จ่ายในการที่จะซื้อสิทธิในการบริหารจัดการแฟรนไชส์ถือว่าคุ้มในกรณีที่เรายังไม่เคยมีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมนั้นๆ
     ประเด็นที่สำคัญเกี่ยวกับการจัดการแฟรนไชส์ ก็คือเรื่องเกี่ยวกับการช่วยลดความเสี่ยงในการบริหารจัดการ ในการทำธุรกิจอาจจะมีลดความเสี่ยงอื่นๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น ยกตัวอย่างเช่น การที่อาจจะไปขอสินเชื่อ ในกรณีประเทศไทยนั้นแฟรนไชส์มีเปิดขายมากมายเริ่มจากเงินลงทุนตั้งแต่หลักหมื่นจนถึงหลักล้านขึ้นอยู่กับประเภทของกิจการที่เราต้องการที่จะซื้อ
     สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องคำนึงก่อนที่จะลงทุนซื้อแฟรนไชส์มี 3 ประเด็น
     ประการแรก ความคุ้มทุนในการลงทุน หมายความว่าถ้าสมมติว่าเราลงเงินไป 1 ล้านบาท จะได้ผลตอบแทนต่อปีประมาณเท่าไร ในกรณีทั่วๆ ไป การทำธุรกิจโดยทั่วๆ ไป ทางบริหารจัดการจะแบ่งออกเป็นลักษณะของการวิเคราะห์ ความเป็นไปได้ หรือความคุ้มทุนในการลงทุนจะใช้เรื่องเกี่ยวกับ Scenario analysis จะแบ่งออกเป็น 3 ประเภทด้วยกัน ประเภทที่ 1 เรียกว่า ลักษณะของ Best case คือกรณีดีที่สุดที่จะได้ผลตอบแทน ประเภทที่ 2 Normal case คือระดับกลางๆ ประเภทที่ 3 Worse case คืออย่างแย่ที่สุดในการที่จะได้รับผลตอบแทน
     ประการที่สอง ความถนัดของเราเอง เราต้องไม่มองว่าเราจะไปพึ่งลักษณะของแฟรนไชซอร์ เพียงอย่างเดียวแต่ต้องรู้ว่าเรามีความเชี่ยวชาญทางด้านไหนในระดับหนึ่ง เพราะว่าเงินคือเงินเรา การบริหารจัดการเขาอาจจะให้คำอบรมบางอย่าง แต่ในลักษณะของการบริหารจัดการลักษณะวันต่อวันเราจะต้องเป็นคนดู เพราะฉะนั้นเราจะต้องมีความรู้ความถนัดในด้านอุตสาหกรรมหนึ่ง เพื่อช่วยให้ต่อยอดของธุรกิจแฟรนไชส์นั้นให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
     เช่น ถ้าเราเคยทำธุรกิจลักษณะของโชห่วย ที่เป็นร้านเล็กๆ แล้ววันหนึ่งเราต้องการที่จะซื้อแฟรนไชส์ 7-11 ก็อาจจะมองว่าเรามีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับธุรกิจของโชห่วยในระดับหนึ่ง ถ้าเรามาเรียนรู้โนว์ฮาวในลักษณะของธุรกิจการดำเนินการจัดการธุรกิจแบบคอนวีเนียนสโตร์ของ 7-11 ที่มีการบริการจัดการที่มีประสิทธิภาพเราก็จะสามารถเรียนรู้ได้ง่าย เพราะเรารู้ลักษณะของลูกค้าอยู่แล้ว รู้พฤติกรรมของผู้บริโภคอยู่แล้ว และลักษณะของสินค้าที่จะขายอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเวลามาเรียนก็เรียนง่ายขึ้นและบริหารจัดการให้ประสบความสำเร็จได้ง่ายขึ้น
     ประการที่สาม คำนึงถึงสิ่งที่เขาสนับสนุนเรานั้นว่ามีอะไรบ้าง ?เขา? ในที่นี้ก็คือ แฟรนไชซอร์ คนที่ขายสิทธินั้นสนับสนุนเราอะไรบ้าง มีการอบรมให้ไหม มีการสนับสนุนในเรื่องของเทคโนโลยีต่างๆ ไหม มีเรื่องเกี่ยวกับระบบและกระบวนการต่างๆ ไหม ซึ่งเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญมาก
     ท่านอาจเคยได้ยินข่าวต่างๆ ว่าแฟรนไชส์หนีโกง แฟรนไชส์หนีโกงก็จะเป็นในลักษณะของการที่เราไปซื้อแฟรนไชส์กับบริษัทที่ไม่มีความน่าเชื่อถือในการที่จะขายแฟรนไชส์ของเรา ประเด็นของเขาก็คือลักษณะที่จะเอาเงินของเราไปแต่เขาไม่ได้มองว่าสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้แก่แฟรนไชซีว่า มีอะไรบ้าง ดังนั้นเราต้องวิเคราะห์ให้ดีๆ ว่าสิ่งที่แฟรนไชซอร์สนับสนุนเรานั้นมีอะไรบ้าง
     ข้อแนะนำเล็กๆ น้อยๆในที่นี้ก็คือ พยายามซื้อแฟรนไชส์กับบริษัทที่มีชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือพอสมควรเนื่องจากเขาจะมีประสบการณ์ในการที่จะบริหารจัดการแฟรนไชส์ในระดับหนึ่ง

การบริหารธุรกิจในประเทศ!

6.2.2 ธุรกิจแฟรนไชส์ (Franchises)
                “ธุรกิจแฟรนไชส์” เป็นธุรกิจที่กำลังได้รับความนิยม  จากผู้ที่จะก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการใหม่เป็นอย่างมาก  ทั้งนี้เนื่องจากธุรกิจแฟรนไชส์เป็นธุรกิจที่มีสูตรสำเร็จในการบริหารจัดการทั้งทางด้านการผลิต  ระบบการบริหารงาน  รูปแบบการบริการ การจัดหาวัสดุอุปกรณ์  วัตถุดิบ  การพัฒนาบุคคล  และที่สำคัญคือ  การดำเนินงานด้านการตลาด ภาพลักษณ์ของสินค้าหรือบริการและความมีชื่อเสียงของบริษัทเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคอยู่ก่อนแล้ว  ทำให้ผู้ที่จะประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ได้รับความสะดวกไม่ต้องศึกษาหาความรู้  หรือจำเป็นต้องมีประสบการณ์ในการประกอบธุรกิจมากนัก  ก็สามารถซื้อสิทธิมาประกอบการได้   แต่อย่างไรก็ตามในการที่จะตัดสินใจเลือก     ที่จะประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ให้ประสบความสำเร็จด้วยดีนั้น  ควรศึกษาถึงรายละเอียดของระบบธุรกิจแฟรนไชส์  เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ก่อนจะตัดสินใจลงทุน

ความหมายของธุรกิจแฟรนไชส์

                “ธุรกิจแฟรนไชส์”  คือ  ธุรกิจที่จะต้องประกอบด้วยบุคคลหรือนิติบุคคลผู้ที่เกี่ยวข้อง  2  ฝ่าย  คือ  ฝ่ายผู้ที่เป็นเจ้าของสิทธิหรือผู้ให้สิทธิ  (Franchisor)  และผู้ซื้อสิทธิ  (Franchisee)  โดยทั้งสองฝ่ายตกลงทำสัญญากันว่า  ผู้ซื้อสิทธิจะดำเนินการขายสินค้า  หรือบริการ  ภายใต้สัญลักษณ์  เครื่องหมายการค้า  ชื่อสินค้า  เทคโนโลยี  และระบบการดำเนินงานทั้งหมดของผู้ให้สิทธิ  ในพื้นที่ที่ได้ทำการตกลงกันในสัญญา  โดยผู้ให้สิทธิเป็นผู้กำหนดมาตรการในการดำเนินงานภายใต้ระเบียบ  เงื่อนไข  ที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน  โดยผ่านการถ่ายทอด  การฝึกอบรม  การให้ความช่วยเหลือ  และการควบคุม  ซึ่งผู้ซื้อสิทธิจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมให้กับเจ้าของสิทธิเพื่อเป็นค่าลิขสิทธิ์ในการใช้สิทธิเป็นการตอบแทน

องค์ประกอบที่สำคัญในการทำธุรกิจแฟรนไชส์

                กล่าวโดยสรุปแล้ว  ธุรกิจแฟรนไชส์จะต้องประกอบด้วยองค์ประกอบที่สำคัญ  3  ประการ  ดังต่อไปนี้
1.  องค์ประกอบเกี่ยวกับการใช้สิทธิหรือได้รับสิทธิ โดยผู้รับสิทธิ (Franchisee) จะได้รับสิทธิจากเจ้าของสิทธิ (Franchisor) ในประเด็นหลัก ๆ ดังนี้
1.1 การใช้ชื่อ สัญลักษณ์ (Logo) ของร้าน และการใช้ตรา (Brand) ของตัวสินค้าหรือบริการของแฟรนไชส์
1.2 การนำผลิตภัณฑ์หรือรูปแบบบริการทั้งหมด หรือบางส่วน หรือการดำเนินการผลิตตามสูตรกรรมวิธี หรือเทคนิคการผลิตของเจ้าของสิทธิ เพื่อจำหน่ายหรือให้บริการภายใต้ชื่อ สัญลักษณ์ ตราเดียวกับของเจ้าของสิทธิ
1.3 ผู้ซื้อสิทธิจะต้องดำเนินงานภายใต้ระบบการบริหารงาน ระบบการควบคุมที่ได้รับการถ่ายทอด การสอนงาน การฝึกอบรมจากเจ้าของสิทธิ รวมทั้งการได้รับความช่วยเหลือจากเจ้าของสิทธิในช่วงเริ่มต้นดำเนินการ หรือเมื่อเกิดปัญหาในการดำเนินงาน
1.4 ผู้ซื้อสิทธิ จะได้รับสิทธิในการบริหารร้าน ณ สถานที่ และระยะเวลาตามที่ได้ตกลงในสัญญาเท่านั้น


2.  องค์ประกอบเกี่ยวกับการดำเนินงาน โดยผู้ซื้อสิทธิจะต้องปฏิบัติตามขั้นตอน วิธีการ และแบบแผนในการดำเนินงาน การจัดการ การผลิต และการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภายใต้เครื่องหมายสัญลักษณ์ทางการค้าที่เจ้าของสิทธิกำหนดตามสัญญาข้อตกลง


3.  องค์ประกอบเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมในการขอใช้สิทธิ ซึ่งโดยทั่วไปธุรกิจ แฟรนไชส์มีการกำหนดค่าธรรมเนียมใน 3 ลักษณะ ดังนี้
3.1 ค่าสิทธิของแฟรนไชส์ (Franchise Fee) เป็นค่าธรรมเนียมที่ผู้ซื้อสิทธิจะต้องจ่ายให้แก่เจ้าของสิทธิเป็นค่าธรรมเนียมจ่ายครั้งแรก หรือค่าแรกเข้า โดยเป็นการจ่ายเพียงครั้งเดียวในวันที่ลงนามทำสัญญากัน
3.2  ค่าธรรมเนียมความจงรักภักดี  (Royalty  Fee)  เป็นค่าธรรมเนียมที่เจ้าของสิทธิเรียกเก็บจากผู้ซื้อสิทธิ  โดยกำหนดอัตราเป็นสัดส่วนจากผลประกอบการของผู้ซื้อสิทธิต่อช่วงเวลา  เช่น  ต่อเดือน  หรือต่อปี  และจะต้องจ่ายอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาสัญญา
3.3 ค่าธรรมเนียมหรือค่าบริการอื่น  ๆ  เช่น  ค่าธรรมเนียมด้านการโฆษณาประชาสัมพันธ์  (Advertising  Fee)  ค่าฝึกอบรม  ซึ่งจะมีรูปแบบการเก็บแตกต่างกันไป  ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดในสัญญา

ประเภทของธุรกิจแฟรนไชส์

ระบบแฟรนไชส์อาจแบ่งออกได้เป็น  2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ
1.  แฟรนไชส์ผลิตภัณฑ์ (Product franchising) หมายถึง ระบบแฟรนไชส์ที่เจ้าของสิทธิอนุญาตให้ผู้ซื้อสิทธิใช้ชื่อทางการค้าของตนในการผลิตผลิตภัณฑ์ ให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าตามลักษณะภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกัน ตัวอย่างแฟรนไชส์ประเภทนี้ได้แก่ ธุรกิจน้ำอัดลม ผู้ผลิตรถยนตเป็นต้น
2.  แฟรนไชส์รูปแบบของธุรกิจ  (Business – format  franchising)  หมายถึง  ระบบแฟรนไชส์ที่ผู้ซื้อสิทธิดำเนินการโดยใช้วิธีปฏิบัติในด้านต่าง  ๆ  เช่น  กระบวนการปฏิบัติการด้านการผลิต  การบรรจุภัณฑ์  การใช้อุปกรณ์เครื่องมือ  การตกแต่งสถานที่  และรูปแบบการบริการทางธุรกิจเต็มรูปแบบตามข้อกำหนดของผู้ขายสิทธิ  โดยแฟรนไชส์ประเภทนี้กำลังเป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมในประเทศไทยเป็นอย่างมาก  ทั้งนี้เนื่องจากนักธุรกิจไทยสามารถพัฒนาธุรกิจของตนเองขึ้นมาจนมีชื่อเสียงได้รับการยอมรับจากลูกค้า  และเริ่มขยายตลาดออกไป  โดยใช้แนวทางการดำเนินธุรกิจแฟรนไชส์จนประสบความสำเร็จเป็นจำนวนมาก

ข้อดีและข้อเสียในการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์

ข้อดี

1. การประกอบธุรกิจแฟรนไชส์จะได้รับสิทธิเกี่ยวกับการถ่ายทอดระบบงาน กรรมวิธีการผลิตต่าง ๆ เปรียบเสมือนสูตรสำเร็จในการบริหารจัดการดังนี้
1.1   การได้รับระบบการจัดการ การบัญชี การขาย และขั้นตอนการบริการ การควบคุมคลังสินค้าในรูปของคู่มือการปฏิบัติงานเพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน
1.2   การได้รับสิทธิและความช่วยเหลือในด้านต่าง  ๆ  เช่น  การพิจารณาเลือกพื้นที่ประกอบการ  การจัดเตรียมแผนผังและรายละเอียด  (Lay out) ของสถานที่  การฝึกอบรมให้ความรู้  การจัดหาเครื่องมืออุปกรณ์  การจัดการคลังสินค้าและวัตถุดิบ  การตลาดและการโฆษณาประชาสัมพันธ์  จนกระทั่งการเปิดดำเนินธุรกิจ
1.3   ได้รับประโยชน์จากการจดทะเบียนการค้า เครื่องหมายการค้า ความลับเกี่ยวกับกรรมวิธี และสูตรการผลิตต่าง ๆ ทางการค้า
2.  ผู้ซื้อสิทธิจะได้รับบริการฝึกอบรม  การให้คำปรึกษา  การสนับสนุนและช่วยแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ  โดยก่อนที่จะเปิดกิจการ  เจ้าของสิทธิจะดำเนินการช่วยเตรียมการด้านต่าง  ๆ  โดยเฉพาะการฝึกอบรมพนักงานเพื่อให้สามารถดำเนินการได้ทันที  หรือเปิดดำเนินการแล้ว  นอกจากนั้น  ยังมีการติดตามให้คำปรึกษาแก่ผู้ซื้อสิทธิเป็นระยะ  ๆ  รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือด้านต่าง  ๆ  ในกรณีที่เกิดปัญหาขึ้นระหว่างการดำเนินธุรกิจ
3.     เนื่องจากแฟรนไชส์ส่วนใหญ่มีชื่อเสียงและภาพลักษณ์ดี เป็นที่ยอมรับจากกลุ่มลูกค้าเป้าหมายอยู่แล้ว ทำให้การเปิดร้านแฟรนไชส์ขึ้นมาใหม่สามารถดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาซื้อสินค้าหรือใช้บริการได้ทันที ไม่จำเป็นต้องสร้างภาพลักษณ์ขึ้นมาใหม่
4.     สะดวกในการจัดหาอุปกรณ์ เครื่องจักร วัสดุสิ้นเปลืองได้ง่าย และได้สิทธิซื้อในราคาที่ต่ำกว่า
5.     ได้รับผลทางด้านกิจกรรมทางการตลาด การโฆษณาและประชาสัมพันธ์ที่ทางผู้ขายสิทธิจัดทำขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งผลทางด้านการวิจัยและพัฒนาเพื่อปรับปรุงสินค้าและบริการให้ทันสมัยอยู่เสมอตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายหลัก
6.     การประกอบธุรกิจแฟรนไชส์เป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ โดยมีเหตุผลดังต่อไปนี้
6.1  จำนวนเงินที่ลงทุน น้อยกว่าการลงทุนในการเริ่มประกอบธุรกิจใหม่ของตนเอง
6.2  ไม่ต้องเสี่ยงกับปัญหาหลัก ๆ ในช่วงเริ่มประกอบธุรกิจ ทั้งนี้เนื่องจากธุรกิจแฟรนไชส์ได้ผ่านการทดสอบตลาด และประสบผลสำเร็จเรียบร้อยแล้ว
6.3  เป็นการประกอบธุรกิจที่มีชื่อเสียง เป็นที่รู้จัก และยอมรับของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายดีอยู่แล้ว

ข้อเสีย

1.     ผู้ประกอบธุรกิจแฟรนไชส์จะต้องเสียค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ และค่าการจัดการในรูปแบบของ Franchise Fee ก่อนเริ่มกิจการโดยที่ยังไม่ทราบว่ากิจการจะมีกำไรหรือไม่
2.     ผู้ประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ จะต้องเสียส่วนแบ่งรายได้ในรูปของ Royalty Fee และ Advertising Fee ตามสัญญาที่ได้ตกลงกันไว้
3.     ผู้ประกอบธุรกิจแฟรนไชส์จะขาดความเป็นอิสระในการดำเนินงาน เพราะจะต้องบริหารจัดการ และปฏิบัติการตามมาตรฐานของเจ้าของสิทธิที่กำหนดไว้เพื่อความเป็นเอกภาพของผู้ซื้อสิทธิ
4.     ผู้ประกอบธุรกิจแฟรนไชส์จะถูกจำกัดด้านความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เพราะจะต้องปฏิบัติตามสัญญาที่ระบุไว้อย่างละเอียดถี่ถ้วนเท่านั้น
5.     ภาพลักษณ์องค์กรของเจ้าของสิทธิอาจจะตกต่ำลง หรือความล้มเหลวในการดำเนินธุรกิจจะส่งผลกระทบกระเทือนต่อการดำเนินธุรกิจของแฟรนไชส์
6.     อาจจะประสบปัญหาจากการที่เจ้าของสิทธิไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาในเรื่องเกี่ยวกับการให้การสนับสนุน และการพัฒนาอย่างต่อเนื่องได้
7.     ข้อกำหนดหรือสัญญาบางอย่างอาจจะทำให้ผู้ซื้อสิทธิรู้สึกไม่เป็นธรรมได้ในภายหลัง เช่น ราคาค่าวัตถุดิบค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ตลอดจนการเปิดสาขาใหม่ในพื้นที่ใกล้เคียงกัน เป็นต้น

การเตรียมความพร้อมของตนเองก่อนเริ่มประกอบธุรกิจแฟรนไชส์

        ถึงแม้ว่าธุรกิจระบบแฟรนไชส์จะมีระบบงานที่มีมาตรฐานและมีความเป็นเอกภาพเดียวกัน  ตลอดจนการมีระบบการให้คำปรึกษาแนะนำ  และช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด  แต่ความสำเร็จในการเข้าร่วมประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ยังขึ้นอยู่กับตัวเราเองเป็นสำคัญ  ดังนั้นก่อนที่จะเริ่มดำเนินการจึงควรจะมีการเตรียมความพร้อมให้แก่ตนเองดังต่อไปนี้
1.     มีความเข้าใจในระบบธุรกิจแฟรนไชส์อย่างชัดเจน
2.     ศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับนโยบายของบริษัทแฟรนไชส์ที่เราสนใจว่าลักษณะสินค้าหรือบริการเป็นอย่างไร บริษัทมีนโยบายทางการตลาดอย่างไร มีการเข้มงวดในการคัดเลือกผู้ซื้อสิทธิมากน้อยเพียงใด มีมาตรฐานการจัดทำคู่มือการบริหารจัดการธุรกิจได้อย่างชัดเจนหรือไม่ ตลอดจนความน่าเชื่อถือของบริษัทในเรื่องเกี่ยวกับการปฏิบัติตามสัญญา
3.     พิจารณาอุปนิสัยของตัวเราเองว่าจะสามารถดำเนินธุรกิจภายใต้กฎระเบียบและกติกาของบริษัทเจ้าของสิทธิ และทำงานร่วมกับบุคคลอื่นได้มากน้อยเพียงใด
4.     ต้องมีความตั้งใจจริง มีความมานะพยายาม มีความอดทน สามารถสู้งานหนักได้ เพราะการดำเนินธุรกิจแฟรนไชส์จะต้องทำอย่างต่อเนื่อง ไม่สามารถเลิกกลางคันได้
5.     มีเงินทุนที่เพียงพอ โดยการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ จะต้องมีเงินทุนที่จะต้องลงทุนเริ่มแรกทั้งเป็นค่าธรรมเนียมแรกเข้า Franchise Fee ค่าสถานที่ ค่าวัสดุอุปกรณ์ และจะต้องมีเงินทุนสำรองไว้ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนส่วนหนึ่งด้วย
6.     ต้องอ่านและพิจารณาสัญญาให้ละเอียด และทำความเข้าใจในเงื่อนไขของสัญญาแต่ละข้อให้ชัดเจน ซึ่งโดยทั่วไปสัญญาจะมีเนื้อหาดังนี้
6.1 รายละเอียดเกี่ยวกับตัวบริษัทเจ้าของสิทธิ
6.2 รายละเอียดเกี่ยวกับสิทธิของผู้ซื้อสิทธิ ดังนี้
6.2.1 รายละเอียดเกี่ยวกับสิทธิที่ผู้ซื้อสิทธิจะได้รับจากเจ้าของสิทธิ
6.2.2   รายละเอียดเกี่ยวกับการอบรมให้ความรู้   การให้คำปรึกษา และการช่วยเหลือจากเจ้าของสิทธิ
6.2.3   รายละเอียดเกี่ยวกับสิทธิในการซื้อสินค้า หรือวัตถุดิบจากบริษัทเจ้าของสิทธิ
6.2.4   รายละเอียดเกี่ยวกับการดำเนินการด้านการตลาด และการส่งเสริมการขายของเจ้าของสิทธิ
6.2.5   รายละเอียดเกี่ยวกับการดำเนินการด้านการรับสมัครบุคลากร    และการฝึกอบรมบุคลากรให้แก่ผู้ซื้อสิทธิ ฯลฯ
6.3  รายละเอียดเกี่ยวกับข้อกำหนดด้านหน้าที่ของผู้ซื้อสิทธิ ดังนี้
6.3.1   ข้อกำหนดเกี่ยวกับการจ่ายค่าธรรมเนียมต่าง ๆ
6.3.2   ข้อกำหนดเกี่ยวกับความรับผิดชอบด้านค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เช่น ค่าโฆษณาและประชาสัมพันธ์ ค่าวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ
6.3.3   ข้อกำหนดเกี่ยวกับการจัดทำรายงาน เช่น รายงานยอดขาย รายงานข้อผิดพลาด ฯลฯ เป็นต้น
6.4  รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องอื่น  ๆ  เช่น  การโอนสิทธิให้แก่บุคคลที่  3  อายุสัญญา  การต่อสัญญา  การรับประกันการไม่เปิดกิจการในพื้นที่ทับซ้อน เป็นต้น


หลังจากที่มีความรู้ความเข้าใจในระบบการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์แล้ว  ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกซื้อสิทธิแฟรนไชส์มาประกอบการ  ควรศึกษาเพื่อวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์  ประเภทที่ท่านสนใจอย่างง่าย  ๆ  ซึ่งสามารถที่จะดำเนินการศึกษาด้วยตัวเองได้  โดยมีกรอบการศึกษาที่จำเป็นต้องศึกษาใน  3  ประเด็นหลักคือ  ศึกษาทางด้านเทคนิค  (Technical  Study)  ด้านการตลาด  (Market  Study)ด้านการเงิน  (Financial  Study)

คำศัพท์เกี่ยวกับแฟรนไชส์ที่ควรทราบ

                เพื่อให้การศึกษาเกี่ยวกับธุรกิจแฟรนไชส์เป็นไปได้ง่ายขึ้น  และสามารถมองเห็นภาพเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจได้แจ่มชัดขึ้น  จึงขอนำเสนอคำศัพท์เฉพาะที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจแฟรนไชส์ดังต่อไปนี้
1.     แฟรนไชส์  (Franchise)  คือ  การดำเนินธุรกิจโดยเจ้าของสิทธิตกลงอนุญาตให้ผู้ซื้อสิทธิดำเนินธุรกิจและบริการภายใต้ชื่อการค้า  สัญลักษณ์  ตราสินค้าของตน  และปฏิบัติตามรูปแบบการทำธุรกิจของเจ้าของสิทธิ  โดยจ่ายค่าธรรมเนียมเป็นการตอบแทนตามสัญญาที่ตกลงกันไว้
2.     แฟรนไชส์ซิ่ง  (Franchising)  คือ  วิธีการในการดำเนินธุรกิจ  โดยมีบุคคลหรือนิติบุคคลที่เกี่ยวข้อง  2  ฝ่าย  คือ  เจ้าของสิทธิในธุรกิจ  (Franchior)  และผู้ซื้อสิทธิ  (Franchisee)  โดยเจ้าของสิทธิตกลงที่จะเป็นผู้ถ่ายทอดเทคนิค  วิธีการ  ในการทำธุรกิจทุกอย่างให้แก่ผู้ซื้อสิทธิ  เพื่อให้ผู้ซื้อสิทธิสามารถดำเนินธุรกิจและบริการภายใต้ชื่อการค้า  สัญลักษณ์  และตราสินค้าของเจ้าของสิทธิได้  โดยผู้ซื้อสิทธิจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียม

ต่าง  ๆ  ในการใช้สิทธิตามเงื่อนไขของสัญญา
3.     เจ้าของสิทธิ  (Franchisor)  คือ  เจ้าของธุรกิจ  ซึ่งเป็นผู้ที่ค้นคิดวิธีการดำเนินธุรกิจจนประสบความสำเร็จ  มีภาพลักษณ์ของบริษัท(Image)  และตำแหน่งของผลิตภัณฑ์ทางการตลาด  (Product  Positioning)  เป็นที่ยอมรับของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่มีขนาดใหญ่เพียงพอ  จนสามารถพัฒนาธุรกิจให้เป็นระบบแฟรนไชส์  โดยเป็นเจ้าของสิทธิที่อนุญาตให้ผู้อื่นได้ใช้สิทธิในการดำเนินธุรกิจภายใต้ชื่อการค้าของตนได้  หรือเรียกว่าเป็นผู้ขายแฟรนไชส์
4.     ผู้ซื้อสิทธิ (Franchisee) คือ ผู้ของซื้อสิทธิแฟรนไชส์ มาดำเนินธุรกิจตามระบบงาน วิธีการ โดยใช้ชื่อทางการค้า เครื่องหมายการค้าเดียวกันกับเจ้าของสิทธิ โดยต้องจ่ายค่าตอบแทนในการใช้สิทธิ รวมทั้งค่าตอบแทนตามสัดส่วนของผลประกอบการด้วย
5.     แฟรนไชส์ฟี (Franchise Fee) คือ ค่าธรรมเนียมหรือค่าตอบแทนที่ผู้ขอซื้อสิทธิแฟรนไชส์จะต้องจ่ายให้ผู้ขายสิทธิแฟรนไชส์เป็นเงินจำนวนที่

แน่นอนเพียงครั้งเดียวก่อนเริ่มดำเนินการในลักษณะที่เรียกว่า “ค่าธรรมเนียมแรกเข้า”
6.     รอยัลตี้ ฟี  (Royalty  Fee)  คือ  ค่าธรรมเนียมที่เจ้าของสิทธิแฟรนไชส์เรียกเก็บจากผู้ชื้อสิทธิแฟรนไชส์อย่างต่อเนื่องตามสัดส่วนของผลการดำเนินงานของผู้ซื้อสิทธิ  ซึ่งอาจจะเรียกเก็บเป็นเปอร์เซ็นต์ต่อเดือน  หรือต่อปี  จากยอดขาย  หรือในบางกรณีอาจจะเรียกเก็บจากยอดการสั่งซื้อสินค้าหรืออุปกรณ์ก็ได้
7.     แอดเวอร์ไทซิ่ง ฟี  (Advertising  Fee)  คือ  ค่าธรรมเนียมที่ผู้ซื้อสิทธิจะต้องจ่ายค่าดำเนินการในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้แก่เจ้าของสิทธิ  ซึ่งอาจจะตกลงที่จะเรียกเก็บเป็นรายเดือน  รายปี  หรือเป็นเปอร์เซ็นต์ของยอดขาย  แต่ในบางบริษัทอาจจะไม่เรียกเก็บก็ได้  โดยรวมอยู่ใน  Franchise  Fee  หรือ  Royalty  Fee  แล้ว
8.     แฟรนไชส์ แพคเกจ ฟี  (Franchise  Package  Fee)  คือ  ค่าธรรมเนียมในระบบแฟรนไชส์  หรือเกี่ยวกับเทคนิคพิเศษต่าง  ๆ  ซึ่งอาจหมายถึงค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับการฝึกอบรม  การโฆษณา  และการประชาสัมพันธ์  เป็นต้น
9.     มาสเตอร์  แฟรนไชส์  (Master  Franchise)  คือ  ผู้ที่ได้รับสิทธิจากบริษัทเจ้าของสิทธิ  หรือบริษัทแม่ให้ดำเนินธุรกิจเป็นรายแรกในพื้นที่หนึ่ง  ๆ  และรับผิดชอบในการขยายสาขาออกไปให้ครอบคลุมทั่วพื้นที่  โดยผู้ที่เป็นมาสเตอร์แฟรนไชส์จะได้รับการถ่ายทอดเรื่องกรรมวิธีการผลิต  การบริหาร  และการจัดการในระดับที่สูงมากขึ้น

10.  ซับ – แฟรนไชส์  (Sub – Franchise)  คือ  ลักษณะการให้สิทธิในการเปิดดำเนินกิจการแบบตัวต่อตัว  ซึ่งแบ่งออกเป็น  2  รูปแบบ คือ
(1)   Single Unit Franchise   คือ การให้สิทธิในการดำเนินธุรกิจได้เพียงแห่งเดียว
(2)   Multi Unit Franchise คือ การให้สิทธิในการดำเนินธุรกิจได้มากกว่า 1 แห่ง โดยผู้ซื้อสิทธิจะต้องเปิดดำเนินการเอง ไม่สามารถขายสิทธิแฟรนไชส์ต่อให้ใครได้
1.1  ดีเวลลอปเม้นต์  แฟรนไชส์  (Development  Franchise)  คือ  ลักษณะที่เจ้าของสิทธิให้สิทธิแก่ผู้ซื้อสิทธิ  ในการขยายกิจการภายในอาณาเขตและระยะเวลาที่กำหนด  เช่น  การให้สิทธิขยายกิจการในเขตพื้นที่ภาคเหนือเป็นระยะเวลา  10  ปี  เป็นต้น
1.2  โอเปอเรชั่น  แมนนวล  (Operation  Manual)  คือ  คู่มือในการดำเนินธุรกิจแฟรนไชส์  ซึ่งเจ้าของสิทธิเป็นผู้จัดทำขึ้นเพื่อใช้ในการแนะนำถึงวิธีการและขั้นตอนต่าง  ๆ  ในการปฏิบัติงาน  และการทำธุรกิจสำหรับผู้ซื้อสิทธิ  เพื่อให้การดำเนินงานเป็นมาตรฐานเดียวกัน  ซึ่งโดยปกติ  Operation  Manual  จะกำหนดขั้นตอนในการปฏิบัติงานที่ครอบคลุมในเรื่องต่าง  ๆ  ที่สำคัญทุกเรื่อง

สรุป

                ธุรกิจแฟรนไชส์  เป็นธุรกิจที่ได้รับความนิยมมากในประเทศไทยปัจจุบัน  เมื่อมีผู้ประสบผลสำเร็จในธุรกิจของตนเองแล้ว  ก็จะต้องการขยายธุรกิจ  โดยดำเนินการในรูปการขายแฟรนไชส์ในประเทศ  เช่น  ธุรกิจเซเว่น  อีเลฟเว่น  ธุรกิจอาหารชายสี่หมี่เกี๊ยว  ฯลฯ  ผู้ทำธุรกิจจะต้องพิจารณาความพร้อมและเลือกธุรกิจให้เหมาะสมเพื่อความอยู่รอดและเจริญเติบโตโดยไม่ต้องริเริ่มคิดเอง  มีความพร้อมในด้านทำเล  เงินทุนในการประกอบการ  และระบบแฟรนไชส์ยังดูแลธุรกิจในช่วงที่ยังเริ่มต้น  และประชาสัมพันธ์  การตลาด  การบริหารจัดการ  ให้ระยะหนึ่งด้วย

เปรียบเทียบ ข้อดี - ข้อเสีย ของการซื้อแฟรนไชส์

ยุคสมัยนี้มีผู้สนใจที่จะทำธุรกิจส่วนตัวเป็นจำนวนมาก
มีหลายคนที่มีเงินลงทุนแต่ว่ายังค้นหาตัวเองไม่เจอว่าอยากจะทำอะไร  หรือว่าบางคนรู้ตัวว่าอยากจะทำธุรกิจอะไร แต่ขาดความรู้ ความชำนาญ
ปัจจุบันธุรกิจแฟรนไชส์จึงเกิดขึ้นเยอะมากเพื่อแก้ปัญหาคนที่อยากทำธุรกิจแต่ไม่รู้จะทำอะไร  คุณจะสังเกตุเห็นแฟรนไชส์ได้เยอะมากโดยเฉพาะตามห้างสรรพสินค้า , ศูนย์อาหาร จะสังเกตุได้ว่ามีร้านอาหาร  ร้านกาแฟ ที่เป็นสาขาของแฟรนไชส์แทบจะทุกที่
วันนี้ผมเลยขอเสนอข้อดี-ข้อเสีย ของการลงทุนทำธุรกิจแฟรนไชส์ เพื่อให้ผู้ที่สนใจลงทุนทำธุรกิจแฟรนไชส์ได้พิจารณาข้อดี-ข้อเสีย ก่อนตัดสินใจลงทุนดังนี้ครับ

ข้อดีของการลงทุนทำธุรกิจแฟรนไชส์
- ความมีชื่อเสียงของแฟรนไชส์และสินค้า (Brand)
เมื่อเราลงทุนซื้อแฟรนไชส์ที่มีชื่อเสียงมาบริหาร ข้อได้เปรียบก็คือถ้าแฟรนไชส์นั้นมีชื่อเสียงในด้านที่ดี เช่น แฟรนไชส์ก๋วยเตี๋ยวเจ้านี้มีชื่อเสียงจากรสชาติที่อร่อยและราคาไม่แพง
ถ้าเราซื้อสิทธิ์มาบริหาร(หรือที่เรียกว่าแฟรนไชส์ซี Franchisee)ก็จะทำให้เราขายก๋วยเตี๋ยวได้ง่าย เพราะลูกค้ารู้จักชื่อเสียง  รู้จักความมีคุณภาพของสินค้าเป็นอย่างดีแล้ว เราไม่ต้องเสียเวลาสร้างชื่อเสียงหรือทำการตลาดเอง
สามารถดึงดูดลูกค้าให้มาซื้อสินค้าได้ทันที

- ได้เริ่มทำธุรกิจได้อย่างรวดเร็วเพราะมีคนช่วยแนะนำ
ถ้าคุณจะเริ่มทำธุรกิจส่วนตัวที่คุณยังไม่มีความชำนาญในด้านนั้น การที่คุณจะต้องพัฒนาทักษะความสามารถจนพัฒนามาเปิดร้านได้อาจจะต้องใช้เวลานาน
การที่ลงทุนซื้อแฟรนไชส์จะเป็นการประหยัดเวลาในส่วนนี้ได้มาก เพราะว่าเจ้าของแฟรนไชส์ได้พัฒนาระบบและผ่านการทดสอบจากหลายสาขา เจ้าของแฟรนไชส์จะถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ให้แก่ผู้ลงทุนได้
ทำให้ผู้ลงทุนใช้เวลาเรียนรู้ได้เร็ว ไม่ต้องลองผิดลองถูกเอง

-กู้เงินธนาคารได้ง่าย
ในกรณีที่คุณไม่มีเงินลงทุนทำธุรกิจแล้วคุณต้องการขอกู้เงินจากธนาคาร ในบางธนาคารจะปล่อยกู้เงินให้กับผู้ที่ลงทุนในธุรกิจแฟรนไชส์ได้ง่ายกว่าผู้ที่จะลงทุนสร้างธุรกิจด้วยตัวเอง
เนื่องจากว่าแฟรนไชส์มีตัวอย่างความสำเร็จจากสาขาต่างๆของแฟรนไชส์นั่นเอง

- การโฆษณาและการตลาด
การลงทุนธุรกิจแฟรนไชส์  ถ้าบริษัทแฟรนไชส์นั้นเป็นบริษัทขนาดใหญ่มีงบโฆษณาและการตลาดเยอะ
ก็จะมีการโฆษณาทางโทรทัศน์ , หนังสือพิมพ์ , นิตยสาร  ทำให้ลูกค้าสนใจในสินค้าได้มากขึ้น
ซึ่งถ้าทำธุรกิจส่วนตัวเล็กๆ โอกาสที่จะโฆษณาทางสื่อดังๆจะต้องใช้เงินจำนวนมาก

- ได้รับการฝึกอบรมและความช่วยเหลือจากเจ้าของแฟรนไชส์
ผู้ลงทุนจะได้รับการฝึกอบรม ถ่ายทอดความรู้จากเจ้าของแฟรนไชส์  จากไม่มีพื้นฐานความรู้จนกระทั่งเปิดกิจการเองได้ บางธุรกิจแนะนำตั้งแต่การเลือกทำเลเลย
และในกรณีที่เปิดร้านอยู่แล้วเจอปัญหาก็สามารถสอบถามขอคำแนะนำได้ เนื่องจากว่าเจ้าของแฟรนไชส์มักจะมีประสบการณ์จากหลากหลายสาขา


ข้อเสียของการลงทุนทำธุรกิจแฟรนไชส์ (ซื้อแฟรนไชส์จากเจ้าของ หรือที่เรียกว่าแฟรนไชส์ซี Franchisee)

- มีข้อจำกัดในการดำเนินธุรกิจ ไม่มีอิสระในการตัดสินใจ
เนื่องจากว่าการลงทุนทำธุรกิจแฟรนไชส์  แฟรนไชส์ซีจะต้องทำตามสัญญา กฏระเบียนของเจ้าของ  เช่น ให้ใช้วัตถุดิบจากสำนักงานใหญ่เท่านั้น  , ทำเลที่ตั้งต้องผ่านการพิจารณา ,บางเจ้าก็ถึงขั้นห้ามกำหนดราคาสินค้าด้วยตัวเอง
เพราะทางเจ้าของแฟรนไชส์ต้องการที่จะควบคุมมาตรฐานของแฟรนไชส์ทุกสาขาให้เท่าเทียมกัน

- เงินลงทุนทำแฟรนไชส์สูงกว่าเงินลงทุนทำธุรกิจด้วยตัวเอง
โดยส่วนมากการลงทุนทำธุรกิจแฟรนไชส์ ผู้ลงทุนจะต้องซื้อความรู้จากเจ้าของแฟรนไชส์และเสียค่าใช้จ่ายหลายอย่าง เช่น  ค่าแรกเข้า , ค่าการตกแต่งร้านให้ได้มาตรฐาน , ค่าธรรมเนียมรายปี เป็นต้น
ซึ่งโดยรวมแล้วมักจะมีค่าใช้จ่ายมากกว่าที่จะลงทุนทำธุรกิจด้วยตัวเอง  ซึ่งการเสียเงินในส่วนนี้ก็ไม่ได้รับประกันว่าการลงทุนจะคุ้มค่ากับเงินที่เสียไปหรือไม่

- ภาพลักษณ์ของแฟรนไชส์
ถ้าเจ้าของแฟรนไชส์หรือสาขา  ทำเสียชื่อเสียง  จะส่งผลกระทบกับผู้ลงทุนได้ เหมือนกับคำที่ว่า "ปลาเน่าตัวเดียว  เหม็นไปทั้งข้อง"

- ข้อกำหนด , สัญญาที่ไม่เป็นธรรม
บางแฟรนไชส์อาจจะมีข้อกำหนดที่ไม่เป็นธรรมกับผู้ลงทุน เช่น มีการขึ้นราคาวัตถุดิบในภายหลัง , การขยายสาขาใหม่ที่ใกล้เคียงกับผู้ลงทุนเดิม เป็นต้น

หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ผู้ที่สนใจทำธุรกิจแฟรนไชส์ได้แง่คิดก่อนที่จะลงทุนซื้อแฟรนไชส์นะครับ
คนแต่ละคนก็มีความถนัดไม่เหมือนกัน บางคนอาจจะถนัดทำธุรกิจด้วยตัวเอง  บางคนถนัดที่จะซื้อแฟรนไชส์  หรือบางคนก็อาจจะถนัดการลงทุนในหุ้น
ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกลงทุนประเภทไหน ควรที่จะสำรวจความถนัดของตัวเองและพิจารณาธุรกิจที่เราจะไปลงทุนให้รอบคอบก่อนครับ
ใครมีข้อแนะนำอะไรเพิ่มเติมก็ยินดีรับฟังครับ

เลือกซื้อแฟรนไชส์อย่างไรไม่ให้ถูกหลอก!!

เลือกซื้อแฟรนไชส์อย่างไรไม่ให้ถูกหลอก!!

 เป็นเรื่องไม่ยากเลย ที่จะซื้อแฟรนไชส์ ไม่ให้ผิดหวัง แต่ปัญหาที่สำคัญของคนส่วนใหญ่ ก็คือ ไม่ลงสนามสำรวจของจริง นี่ข้อผิดพลาดที่ไม่ทำการบ้าน จึงเกิดผลเสียหายตามมาอย่างที่เราเห็นกัน แต่ที่จริงแล้ว ถ้าคุณได้ปฏิบัติตามข้อแนะนำนี้ โดยไม่ละเลย เชื่อมั่นได้ว่า คุณจะได้คนพบผู้ร่วมธุรกิจที่ดี และไม่มีทางถูกหลอกได้อย่างแน่นอน
     
       สมจิตร ลิขิตสถาพร กรรมการผู้จัดการ บริษัทแฟรนไชส์โฟกัส ผู้ผลิตนิตยสาร และจัดงานแสดงบูท โอกาสธุรกิจ&แฟรนไชส์ ได้เสนอข้อแนะนำต่อไปนี้จะเรียงลำดับ จากสิ่งคุณควรยึดปฏิบัติ เป็นอันดับแรกก่อน
     
       อันดับที่ 1 สำรวจร้าน
     
       ที่จริงแล้ว การตัดสินใจเลือกซื้อแฟรนไชส์ หรือเลือกซื้อธุรกิจใดๆ เพียงคุณได้ลงมือปฏิบัติตามข้อแรก ข้อนี้เพียงข้อเดียว ก็ช่วยคุณได้แล้ว ถ้าคุณคิดว่ากำลังจะซื้อธุรกิจแฟรนไชส์ใดก็ตาม คุณจำเป็นจะต้องรู้ว่า ร้านแฟรนไชสซี่ หรือผู้ที่ซื้อธุรกิจนี้ก่อนหน้านี้ เป็นใคร และอยู่ที่ไหนกันบ้าง คุณจะต้องขอหรือหารายชื่อมาให้ได้ และลงสนามสำรวจร้านจริงที่มีอยู่แล้วว่า พวกเขาเป็นอย่างไรกันบ้าง และร้านเหล่านั้นทำกำไรได้จริงหรือไม่
     
       ถ้าแฟรนไชส์ที่ดีจริง จะต้องไม่ปิดบัง หรือกีดกันไม่ให้คุณไปรู้จักร้านเหล่านั้น เขาจะต้องเต็มใจให้คุณศึกษาให้มั่นใจเสียก่อน ถึงข้อดี-ข้อเสีย เพื่อให้คุณมีความพร้อมเต็มที่ที่จะทำธุรกิจนั้นให้สำเร็จ
     
       อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ คุณต้องลงสนามสำรวจร้านให้มากที่สุดเท่าที่คุณจะทำได้ ไม่ใช่ไปคุยแค่ 1 แห่ง คุณก็มาสรุปแล้วว่า เป็นธุรกิจที่ดีหรือไม่ดี สมมุติว่า แฟรนไชส์ที่คุณสนใจ มีร้านแฟรนไชซีเปิดไปก่อนแล้ว 10 แห่ง คุณก็ควรไปสำรวจให้ได้อย่างน้อย ครึ่งหนึ่ง คือ 5 แห่งเป็นต้น ประเด็นสำคัญที่คุณจะนำไปใช้ในการตัดสินใจก็คือ ถ้าร้านที่คุณไปพบมานั้น ดีเกินกว่าครึ่งก็แปลว่าใช้ได้ แต่ถ้าส่วนใหญ่ไม่ค่อยดีนัก คุณก็ต้องนำมาคิดกันใหม่
     
       การออกเยี่ยมร้าน เป็นการตรวจเช็คที่ดีที่สุด ที่คุณละเลยไม่ได้อย่างเด็ดขาด ซึ่งถ้าคุณลงมือแล้วคุณจะพบคำตอบที่จริงที่สุด และดีที่สุดได้ด้วยตัวของคุณเอง
     
       ในการทำวิจัยร้านที่มีอยู่แล้วนี้ อาจสร้างความลำบากใจให้คุณอยู่บ้าง ที่ไม่พบตัวเจ้าของร้าน หรือเจ้าของร้านอาจไม่เต็มใจที่จะพูดคุยกับคุณ แต่คุณก็ต้องมีความพยายามหาวิธีการหาข้อมูลที่ต้องการ แต่ถ้าคุณได้เจอคนที่ชอบพูดคุยเกี่ยวกับความสำเร็จของตัวเอง หรือบางคนไม่พอใจบริษัทแม่ พวกเขาก็จะยินดีพูดคุยกับคุณ
     
       อย่างไรก็ตาม มีคำถามสำหรับแฟรนไชซี่ที่คุณควรถาม เพื่อให้คุณ ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ดังนี้ คือ
     
       การลงทุนธุรกิจนี้ คุณใช้ไปเท่าไหร่ ตรงตามที่บริษัทแม่บอกเอาไว้หรือไม่ ?
       สินค้าที่คุณขาย ใครเป็นกลุ่มลูกค้า ?
       คุณภาพสินค้าที่ขายนี้ ดีไหม ลูกค้านิยมไหม ?
       คุณมีลูกค้าต่อวัน ประมาณเท่าไหร่ ?
       สินค้าที่บริษัทแม่จัดให้ ส่งทันไหม และเพียงพอหรือไม่ ?
       คุณได้รับการอบรมจากบริษัทแม่บ่อยแค่ไหน และอบรมในเรื่องอะไรบ้าง วิธีการอบรมเป็นอย่างไร ?
       อะไรคือปัญหาของธุรกิจนี้ ?
       บริษัทแม่ มีมนุษยสัมพันธ์ดีไหม ?
       คุณพอใจกับแผนการตลาดที่บริษัทแม่ทำให้หรือไม่ และได้ผลดีไหม?
       บริษัทเม่ มีการจัดทำคู่มือการทำธุรกิจหรือไม่ และคู่มือนั้นใช่ได้หรือเปล่า?
       สินค้าที่ขาย ขายได้ตลอดทั้งปีไหม หรือขายดีเฉพาะบางช่วง ?
       คุณเคยมีเรื่องขัดแย้งกับบริษัทแม่หรือไม่ ถ้ามีเป็นเรื่องอะไร และมีทางออกในการแก้ปัญหากันอย่างไร?
       ถ้าให้คุณเริ่มใหม่ คุณจะซื้อแฟรนไชส์นี้อีกหรือไม่ เพราะอะไร ?
       คุณรู้ไหมว่า ร้านไหนทำรายได้ดีที่สุด และอยู่ที่ไหน ?
       คุณทราบไหมว่า มีร้านไหนที่ปิดตัวไปบ้าง เพราะอะไร และอยู่ที่ไหน ?
       ลักษณะนิสัยของเจ้าของหรือผู้บริหารแฟรนไชส์นี้ เป็นอย่างไร ?
       คุณต้องจ่ายเงิน ให้กับบริษัทแม่ เป็นค่าอะไรบ้าง และจ่ายด้วยวิธีการแบบไหน ?
       ร้านของคุณทำกำไรได้หรือไม่ ?
       การหาคำตอบว่าร้านได้กำไรเท่าไหร่ คงเป็นเรื่องยากที่จะได้รับคำตอบ แต่ก็เป็นข้อมูลสำคัญยิ่งที่คุณต้องมี ที่จะนำมาใข้ในการตัดสินใจ ถึงแม้ว่าคุณไม่รู้ข้อมูลนี้โดยตรง แต่คุณก็จะสามารถพอจะเมินตัวเลขได้จากการสังเกตุการณ์
     
       เช่น สมมุติว่า เป็นร้านก๋วยเตี๋ยว คุณอาจมีการกดตัวเลขคนเข้าร้าน โดยจ้างเด็กไปแอบนับก็ได้ ถ้าคุณไม่ทำเอง แต่การนับคุณต้อง ใช้ข้อมูลทั้งช่วงวันปกติ และวันเสาร์-อาทิตย์ จากนั้นคุณต้องเฉลี่ยการใช้จ่ายต่อ 1 คนที่เข้าร้าน เช่น ร้านก๋วยเตี๋ยวเฉลี่ยต่อคนอาจจะจ่ายที่ 80 บาท/คน คุณก็มาคำนวณ เป็นรายได้ ต่อวัน แต่ต่อเดือนออกมาได้ ส่วนตัวเลขค่าใช้จ่าย เจ้าของร้านอาจจะให้คุณได้ ทีนี้คุณก็จะสามารถประเมินรายได้ต่อเดือนของธุรกิจที่คุณสนใจนั้นออกมาได้ และประเมินตัวเลขออกมาได้ว่า จริงๆแล้วเดือนหนึ่งคุณอาจจะเหลือกี่บาท หรืออาจขาดทุนประมาณกี่บาท
     
       ไม่ยกเลย ที่จะหาข้อมูล ถ้าคุณได้ลงมือทำแบบนี้แล้ว ที่คุณสามารถตัดสินใจที่ถูกต้องได้ด้วยตัวคุณเอง อย่างชนิดที่ไม่มีทางที่ใครจะมาหลอกคุณได้อย่างแน่นอน
     
       อันดับที่ 2 สำรวจตัวเอง
     
       สิ่งที่ผิดมากที่สุดในเรื่องของแฟรนไชส์ก็คือ คนส่วนมากเข้าใจผิดว่า การซื้อแฟรนไชส์ เป็นการเอาเงินมาลงทุน แล้วบริษัทแม่จะต้องช่วยทำให้กิจการนั้นจนได้ผลกำไร โดยผู้ซื้อแฟรนไชส์คอยรับผลตอบแทน
     
       นี่เป็นเรื่องที่เข้าใจกันมากจริงๆ ทำให้คนตกเป็นเยื่อ ของการระดมเงิน ซึ่งไม่ใช่วิธีการของแฟรนไชส์เลย
     
       คุณต้องจำไว้ว่า การทำธุรกิจแฟรนไชส์นั้น คุณต้องลงมือทำเอง หรือบริหารเองเท่านั้น ธุรกิจจึงจะมีกำไร หลักของแฟรนไชส์ก็คือ การที่กิจการหนึ่งเดยประสบความสำเร็จมาแล้ว และขายระบบงานที่ประสบความสำดเร็จนี้ให้คนอื่นทำบ้าง ดังนั้นการจะทำแฟรนไชส์ให้ได้เงิน จึงขึ้นกับการทำงานตามระบบงาน โดยมีบริษัทแม่เป็นผู้สนับสนุน
     
       ดังนั้น ข้อสำคัญลำดับที่ 2 นี้ก็คือการสำรวจตัวเองว่า คุณมีความพร้อม ความตั้งใจที่ทำธุรกิจนั้นๆหรือไม่ ถ้าคุณไม่อยากทำกิจการนั้นจริง ก็ผิดทางที่คุณจะนำเงินมาลงทุน
     
       อันดับ 3 สำรวจบริษัท
     
       แต่คุณได้ผ่าน 2 ขั้นตอนขั้นต้นมาแล้ว อันดับ 3 ที่คุณก็จำเป็นต้องศึกษา คือ บริษัทแม่ว่า มีตัวตนจริงหรือไม่ กิจการที่อาศัยเรื่องของแฟรนไชส์มาระดมเงิน มีเกิดขึ้นเสมอ กิจการเหล่านั้น มมักเพิ่งก่อตั้งขึ้นมาไม่นาน บางรายไม่มีตัวตนด้วยซ้ำ วิธีการเลือกบริษัท แฟรนไชส์ที่ดี ที่คุณสมควรเข้าร่วมธุรกิจด้วย ควรมีลักษณะดังนี้
     
       -มุ่งหวังเป็นอันดับ 1
     
       แฟรนไชส์ที่คุณเลือกนั้น ควรมีเป้าหมาย ต้องการเป็นผู้นำการตลาด ซึ่งมันจะทำให้คุณได้ประโยชน์ไปด้วย เพราะบริษัทเหล่านี้จะกระตือรือร้นในการทำการตลาด การโฆษณา เพื่อทำให้ได้ส่วนแบ่งการขายสูงสุดของประเทศ โดยมีคุณเป็นช่องทางที่จะช่วยให้ถึงเป้า
     
       -ความชำนาญในธุรกิจ
     
       ความชำนาญในธุรกิจ เป็นส่วนสำคัญต่อความสำเร็จของคุณด้วย เพราะการซื้อแฟรนไชส์ เป็นการซื้อระบบที่ประสบความสำเร็จ ดังนั้นกิจการที่จะมาขายแฟรนไชส์ได้ ควรต้องช่ำชองในธุรกิจนั้นๆมากพอ จะเห็นว่ามีโรงงานหลายแห่งอยากจะทำแฟรนไชส์ เพื่อเป็นที่ระบายสินค้าของโรงงาน หรือมุ่งหวังยอดขายสูงสุด แม้กิจการนั้นอาจทำธุรกิจโรงงานมายาวนานนับ 100 ปีก็ตาม แต่อาจไม่ได้มีความชำนาญในเปิดร้านค้าปลีกเลย คุณคิดว่า แฟรนไชส์ลักษณะนี้จะสามารถให้คำแนะนำ และมีวิธีการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับคุณได้ได้หรือไม่ และนี่เป็นความเสี่ยงของคุณ ถ้าคุณซื้อแฟรนไชส์นั้น
     
       -อายุธุรกิจ
     
       เพิ่งเปิดร้านมา 1 ปี หรือ 2 ปี ก็ขายแฟรนไชส์แล้ว คือรายชื่อที่คุณควรโยนทิ้งไปเลย เพราะ กิจการที่จะขายแฟรนไชส์ควรมีอายุแก่พอ ยิ่งมากยิ่งดี เพราะจะทำให้คุณได้รับความรู้จากลองผิด-ลองถูกมาแล้ว นอกจากนี้แล้ว บริษัทที่ขายแฟรนไชส์ควรจะมีระยะเวลาในการขยายร้านสาขาของตัวเอง มาระดับหนึ่งก่อน เพื่อเป็นบทเรียนในการบริหารร้านแฟรนไชส์ได้จริงๆ
     
       -มีอำนาจในการต่อรอง
     
       บริษัทผู้ขายแฟรนไชส์ที่ดี ควรมีอำนาจในการต่อรองได้ดีพอสมควร ที่จะเอื้อประโยชน์ในสิ่งที่คุณทำไม่ได้ อย่างเช่น การเช่าสถานที่ หรือส่วนลดราคาสินค้ากับซัพพลายเออร์ และถ้าถึงขนาดมีเครดิตในการช่วยเหลือคุณในกู้เงินธนาคารก็จะดีมาก บริษัทที่คุณเลือกนั้นควรเป็นบริษัทความน่าเชื่อถือในวงการธุรกิจพอสมควร
     
       -ผู้บริหารมีความสามารถ
     
       ผู้บริหารของบริษัทแม่มีความสำคัญต่อความสำเร็จของคุณเป็นอย่างสูง ธุรกิจแฟรนไชส์ต้องการผู้บริหารที่มีความชาญฉลาด มีคุณธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องมีความสามารถในเรื่องการจัดการร้านสาขา มีธุรกิจจำนวนมาก ขายแฟรนไชส์ได้มากมาย จนเจ้าของงง ไม่รู้ว่าจะบริหารมันต่ออย่างไร สุดท้ายก็ต้องจบไปตามๆกัน คุณอาจจะต้องรู้ประวัติของผู้บริหารบ้างว่า มีประวิติส่วนตัวเป็นอย่างไร ทั้งด้านลักษณะนิสัย และความสามารถในการบริหารธุรกิจ คุณเชื่อมั๊ยว่า แฟรนไชส์ที่ล้มเหลว ส่วนใหญ่ มาจากผู้บริหารเอาเงินไปใช้ผิดประเภท หรือบริหารร้านสาขาไม่เป็น หรือ บริหารกิจการผิดพลาด หรือมีเป้าหมายในการระดมเงิน อย่างที่เราประสบกัน
     
       -มีทีมงานสนับสนุน
     
       ก่อนที่คุณจะตัดสินใจเลือกซื้อแฟรนไชส์ใด คุณต้องมั่นใจว่า มีทีมงานสนับสนุนร้านเครือข่าย โดยได้รู้ว่า จะมีใครทำหน้าที่อะไรบ้าง อย่างไร คุณจะต้องมั่นใจได้ว่า ทีมงานนั้น มีมนุยสัมพันธุ์ที่ดี มีความพร้อม และมีความเป็นมืออาชีพ
     
       -สินค้ามีตลาด
     
       แฟรนไชส์ที่คุณเลือกนั้น ต้องขายสินค้าที่มีลูกค้านิยมมากพอ และสามารถสร้างรายได้ได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่สินค้าที่ขายได้เฉพาะบางช่วงเวลา ไม่เป็นสินค้าแฟชั่น หรือขายสินค้าที่มีคู่แข่งมากเกินไป
     
       -มีระบบ
     
       แฟรนไชส์ที่ดี ควรมีระบบงานที่ดี หรืออย่างน้อยต้องมีโปรแกรมการอบรม เพื่อถ่ายทอดธุรกิจมาสู่คุณอย่างอย่างง่าย และได้ผล มีการจัดทำคู่มือการทำงาน ในด้านต่างๆ ที่ช่วยให้คุณใช้บริหารงานได้ และมีสายด่วนให้คุณปรึกษาได้ และถ้าแฟรนไชส์ใดไม่มีการจัดทำคู่มือ หรือทำไว้เพียงไม่กี่แผ่น ก็แสดงว่าบริษัทนั้นยังไม่มีความเข้าใจในเรื่องแฟรนไชส์เลย
     
       -เป็นเจ้าสิทธิ์ ที่ถูกต้อง
     
       ก่อนที่คุณจะลงลายเซ็นต์ คุณต้องแน่ใจว่า บริษัทนั้นเป็นเจ้าของสิทธิ์อย่างถูกต้อง ในกรณีที่ดิจการนั้นซื้อสินค้าจากที่อื่นมาอีกต่อหนึ่ง เช่นร้านสินค้าแบรนด์แนมต่างๆ ที่คุณควรเห็นหลักฐานว่า กิจการนั้นได้รับการอนุญาตการเป็นตัวแทนที่ถูกต้อง ในระยะเวลาใด เพราะถ้าคุณซื้อแฟรนไชส์จากผู้ที่ไม่ใช่เจ้าของสิทธิ์ที่แท้จริงปัญหายุ่งยากจะตามมา
     
       อันดับ 4 ตรวจสถานะของบริษัท
     
       ไม่ยากที่คุณจะหาข้อมูลเกี่ยวกับฐานะของบริษัทที่คุณต้องการซื้อแฟรนไชส์ คุณสามารถที่จะหาข้อมูลของบริษัทที่คุณต้องการซื้อแฟรนไชส์ได้อย่างง่ายดาย จากการจดทะเบียนบริษัท จากเวปของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อดูว่า บริษัทแฟรนไชส์ที่คุณสนใจ มีใครบ้างเป็นผู้ถือหุ้น ใครเป็นเจ้าของ เจ้าของก็คือผู้ที่เซ็นเอกสารต่างๆ ของทางราชการ และของธนาคารนั่นเอง และทุกปี ทุกบริษัทต้องมีการส่งงบดุล และงบกำไร-ขาดทุน (ยกเว้นกิจการประเภทที่ไม่ต้องจ่ายภาษี เช่น สถานศึกษา เป็นต้น) นี่เป็นหลักฐานที่ดี ที่คุณจะรู้สภาพว่า บริษัทแฟรนไชส์ที่คุณกำลังจะเลือก มีฐานะทางการเงินอย่างไร มีผลการดำเนินงานอย่างไร
     
       อาจมีคนแย้งว่า งบที่ส่งไปนั้น ไม่ใช่ตัวเลขที่เป็นจริง เพราะหลายกิจการมีการเลี่ยงภาษี แต่ข้อมูลเหล่านี้มีหลายส่วนที่บ่งบอกถึงสถานะได้ เช่น จำนวนทรัพย์สินของบริษัท และเงินทุนจดทะเบียนตั้งบริษัท ปีที่ตั้งบริษัท เป็นต้น แต่ถ้าเป็นกิจการแฟรนไชส์ที่ดี อาจมีการเสียภาษีที่ถูกต้อง เพราะบริษัทแม่บางราย ก็ต้องการควบคุมบริษัทแฟรนไชซี่ เพราะต้องมีการจ่ายค่าธรรมเนียมตามเปอร์เซ็นต์ของรายได้ ก็อาจต้องการการทำบัญชีที่ถูกต้อง หรือใกล้เคียงก็ได้
     
       ดังนั้น วิธีการหาข้อมูลเรื่องนี้ มีขั้นตอนต่อไปนี้
     
       หากท่านมีความต้องการที่จะตรวจสอบขั้นแรก
     
       ท่านจะสามารถเข้าไปในเว็ปไซด์ของ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์
     
       www.dbd.go.th
     
       กรณีที่เคยเป็นสมาชิกอยู่แล้ว ก็สามารถคียในส่วนของ User name / Password
     
       หรือหากยังไม่เคยสมัครเป็นสมาชิก ก็สามารถคลิกเข้าไปในส่วนของการลงทะเบียนสมัครสมาชิกใหม่
     
       ใส่ข้อมูลของคุณลงไปตามช่อง พร้อมกับการจดจำ User name / Password
     
       ที่ท่านใส่ลงไปด้วย เพื่อจะไว้เป็น ข้อความและรหัสในการเข้ามาดูในครั้งต่อๆไป
     
       หลังจากที่ท่านคลิกที่จะยืนยันการสมัคร ทางระบบก็จะมีการส่งข้อมูลเพื่อยืนยัน
     
       User name / Password ให้กับคุณ
     
       และเมื่อคุณเข้าสู่ระบบ คุณก็สามารถเข้าไปตรวจสอบข้อมูลของธุรกิจ ที่คุณต้องการตรวจสอบได้ ทันที โดยไม่มีค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด ทั้งนี้สิ่งที่คุณจะได้ข้อมูลก็คือ สถานภาพธุรกิจ ,ทุนจดทะเบียนธุรกิจ ,สถานะทางการเงินของธุรกิจ ซึ่งสามารถดูได้จากงบดุลและงบกำไรขาดทุน เป็นต้น
     
       ยกตัวอย่างการเข้าสู่การค้นหาข้อมูล
     
       ขั้นตอนที่ 1 พิมพ์เข้าสู่ เว็บไซด์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า www.dbd.go.th
     
       www.dbd.go.th
     
       กรณีที่เคยสมัครสมาชิกมาก่อน สามารถ ใส่ Username / Password
     
       กรอกรายละเอียด ลงในช่องว่าง ยกตัวอย่าง เช่น
     
       User name : n_inno@hotmail.com
     
       Password : 7204821
     
       ยืนยัน password : 7204821
     
       กรอกชื่อ นาย กอไก่ นามสกุล อินโน
     
       อาชีพ รับจ้าง
     
       ที่อยู่ 2095 ถนนพัฒนาการ
     
       แขวง สวนหลวง เขต สวนหลวง จังหวัด กรุงเทพมหานคร
     
       รหัสไปรษณีย์ 10250
     
       โทรศัพท์ 02 7204821
     
       ผู้ถือบัตร ประชาชน
     
       เลขที่ 0100000100000 (13หลัก)
     
       ออกให้ เขตสวนหลวง วันที่ออก 3 กันยายน 2550
     
       คลิกที่ ลงทะเบียน
     
       อย่าลืม จำ Username และ Password
     
       ขั้นตอนที่ 2 สมัครสมาชิกใหม่(กรณีที่ยังไม่เคยสมัคร)
     
       ขั้นตอนที่ 3 เข้าสู่เมนูการตรวจสอบธุรกิจ
     
       ขั้นตอนที่ 4 ส่วนของขั้นตอนนี้ เมนูด้านข้าง จะเป็นรายการที่คุณจะสามารถเลือกใช้บริการได้
     
       คุณสามารถเลือก พิมพ์ข้อมูลจาก รหัสทะเบียน หรือ คลิกไปในส่วนของค้นหารายชื่อ
     
       กรอกชื่อบริษัท ลงในช่องว่าง แล้ว คลิกไปที่ (ค้นหา)
     
       ตัวอย่างเช่น บริษัท กอไก่ จำกัด ก็พิมพ์คำว่า บริษัท กอไก่ จำกัด แล้วกด คำว่า (ค้นหา)
     
       ซึ่งส่วนนี้คุณจะสามารถค้นหาข้อมูลได้ตั้งแต่
     
       ปัจจุบันสามารถตรวจธุรกิจ ซึ่งจะมีข้อมูลที่จะสามารถตรวจสอบได้ ก็คือ
     
       งบการเงินของนิติบุคคล ของ
       เปรียบเทียบงบการเงินของบุคคล 3 ปี
       การจัดอันดับนิติบุคคลตามรายได้ 2549
       การจัดอันดับนิติบุคคลตามทรัพย์สิน 2549
       อันดับที่ 5 เรื่องคืนทุนเป็นเรื่องโกหก
     
       การพูดถึงตัวเลขคืนทุนในเวลาอันสั้น มันได้ผลในการชักชวนลงทุน แต่ คุณต้องจำไว้ว่า การพูดถึงการคืนทุนนั้นเป็นเรื่องโกหก เพราะไม่มีใครที่จะรู้ล่วงหน้าในเรื่องของอนคตได้ แม้ว่า อาจจะมีตัวอย่างความสำเร็จมากมายมาให้คุณเห็นก็ตาม แต่ก็ไม่แน่ว่า คุณทำได้อย่างนั้น ชะตาของธุรกิจคุณ อาจจะมีน้ำท่วม หรืออาจจะมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น และมีตัวแปรที่ต่างกันไป ดังนั้นการบอกว่าคุณจะคืนทุนได้แน่นอนในเวลา 1 ปี 2 ปี หรือกี่ปีก็ตามนั้น เป็นเรื่องโกหก ในในสหรัฐ มีกฎหมายที่กำหนดว่า การชักชวนคนซื้อแฟรนไชส์ด้วยการบอกเรื่องการคืนทุนนี้ เป็นสิ่งที่ผิดฎหมาย
     
       อันดับที่ 6 มีที่ปรึกษา
     
       การเลือกซื้อแฟรนไชส์ไม่ให้ถูกหลอก ถ้าคุณทำตามคำแนะนำข้างต้นนี้ ไม่มีใครมาหลอกคุณได้อย่างแน่นอน แต่อย่างไรก็ตามแฟรนไชส์ในบ้านเรา ถ้าจะให้สมบูรณ์แบบทั้งหมด อาจจะมีน้อยราย ซึ่งอาจทำให้คุณเสียโอกาสทางธุรกิจไปเหมือนกัน เพราะธุรกิจบางอย่างเกิดขึ้นมาใหม่ ใครมาก่อน ก็ได้ก่อน ดังนั้นคุณก็ต้องตัดสินใจด้วยคำนึงถึงความเหมาะสมกับตัวคุณด้วย แต่อย่างน้อยที่สุด การสำรวจร้านแฟรนไชส์ที่มีอยู่เป็นการบ้านที่สำคัญที่สุด ที่คุณละเลยไม่ได้ ก่อนที่จะมีการตัดสินใจ

สถานการณ์แฟรนไชส์ไทยหลัง AFC


ข้อมูลของศูนย์วิจัยกสิกรไทย  มีการคาดการแนวโน้มตลาดแฟรนไชส์ในประเทศว่า    ภายหลังการเปิดเสรีทางการค้าภายใต้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือ AEC ในปี 2558   จะมีตลาดแฟรนไชส์ต่างชาติที่สนใจและเตรียมจะใช้ประเทศไทยเป็นฐานลงทุนระบบแฟรนไชส์เพื่อขยายในตลาดอาเซียน โดยส่วนใหญ่จะเป็นประเทศในเอเชีย  ได้แก่   มาเลเซีย  สิงคโปร์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีน  เป็นต้น

    จากทิศทางดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า  ตลาดแฟรนไชส์ในประเทศไทยมีโอกาสที่จะโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง  ธุรกิจแฟรนไชส์เป็นทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะมีปัจจัยที่สนับสนุนจากทั้งจากภาครัฐและเอกชนที่เข้ามาช่วยส่งเสริมและสนับสนุนในการสร้างมาตรฐานให้ระบบแฟรนไชส์ในประเทศให้สามารถที่จะพัฒนาศักยภาพของธุรกิจตัวเองเข้าสู่มาตรฐานเท่าเทียมในระดับสากล  และสามารถแข่งขันทั้งตลาดภายในและขยายออกไปนอกประเทศมากขึ้น  

    สำหรับ ตลาดแฟรนไชส์ในปี 2555 มาถึงปี 2556 พบว่าแฟรนไชส์  มีมูลค่าตลาดรวมกว่า 2.38  แสนล้านบาท  โดยมี Franchisors (ผู้ให้สิทธิ์ในการประกอบธุรกิจ) จำนวนประมาณ  330 ราย และ Franchisee (ผู้รับสิทธิ์ในการประกอบธุรกิจ)  จำนวน 63,000 สาขา   โดยธุรกิจ Franchisors  ที่ได้รับความนิยมสูงสุด  3 อันดับแรกของประเทศไทย  ในตอนนี้  ได้แก่   1. ธุรกิจร้านอาหาร  (28%)  2.  ธุรกิจร้านเครื่องดื่ม-เบอร์เกอรี่ (15 % )   และ  3. ธุรกิจบริการ  (12% )   เนื่องจากธุรกิจทั้ง 3 ประเภทนี้   เป็นธุรกิจที่มีการลงทุนไม่สูงมากนัก และมีระบบบการจัดการที่ไม่ซับซ้อน   ทำให้เป็นที่นิยมสำหรับผู้สนใจทำธุรกิจ

สมาคมแฟรนไชส์ไทยฟันธง
อนาคตแฟรนไชส์ไทยสดใส

    สมาคมแฟรนไชส์ไทย มีความมั่นใจว่า แนวโน้มแฟรนไชส์ยุคใหม่ หลังปี 2556 เป็นต้นไป  น่าจะมีแนวโน้มที่สดใสยิ่ง หากมีแนวทางสนับสนุน ที่เกิดขึ้นดังนี้

    1.ให้ความรู้อย่างไม่จำกัด โดยมีความร่วมมือระหว่างองค์กรที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ,เอกชน,สถาบันการเงิน และสมาคม แฟรนไชส์ไทยขยายความร่วมมือเพื่อเปิดกว้างในการให้ความรู้ที่จำเป็น สำหรับการสร้างระบบแฟรนไชส์ และการเลือกซื้อธุรกิจแฟรนไชส์ รวมถึงเทคนิคในการบริหารร้านให้ประสบความสำเร็จอย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้น

    2.รวบรวมผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ซึ่งทำโดยสมาคมแฟรนไชส์ไทย เช่น ด้านการจัดทำคู่มือ  การสร้างแบรนด์ การสร้างระบบมาตรฐาน ออกแบบร้านต้นแบบ  เป็นต้น เพื่อจัดทำโครงการพี่เลี้ยง  หรือเข้าร่วมเป็นทีมที่ปรึกษา ฝึกสอนเจ้าหน้าที่ในสถานประกอบการ ที่ได้รับการคัดเลือกว่าเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพในการทำแฟรนไชส์  โดยการสนับสนุนของภาครัฐ  หรือสถาบันการเงิน

    3.นโยบายการสนับสนุนที่ชัดเจนและต่อเนื่อง โดยการวางเป้าหมายของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะหน่วยงานเศรษฐกิจของภาครัฐที่มีการตั้งตัวเลขที่ชัดเจน ในการส่งเสริมทั้งระยะสั้นและในระยะยาว  เช่น ใน 5 ปีข้างหน้า จะมีแฟรนไชส์ใหม่ 50 กิจการ เป็นต้น  หรือใน 10 ปี จะมีแฟรนไชส์ไทยส่งออก 100 บริษัท เป็นต้น

    4.ให้รางวัลส่งเสริมธุรกิจแฟรนไชส์ดีเด่น เพื่อกระตุ้นการพัฒนาระบบแฟรนไชส์ให้ดีขึ้น  ซึ่งกิจกรรมด้านนี้ก็มีอยู่แล้ว แต่อาจจะปรับปรุงให้ดีขึ้นและทำไปพร้อมกับการพัฒนาศักยภาพธุรกิจที่เข้าร่วมโครงการ

    5.สนับสนุนการสร้างแบรนด์ สินค้าไทยส่วนใหญ่ไม่มีสิทธิ์ในการโฆษณาทีวี สินค้าที่โฆษณาในทีวีไทยที่เป็นสื่อที่มีอิทธิพลสูงสุดในการสร้างความนิยมสินค้า-บริการนั้น  มีแต่สินค้าแบรนด์ต่างชาติมากกว่า 80-90% เพราะราคาโฆษณาสูง นาทีเฉลี่ยประมาณ 50,000-300,000 บาท  เป็นราคาที่กิจการคนไทยไม่สามารถจ่ายได้  ดังนั้นการสร้างแบรนด์ให้ธุรกิจที่ได้รางวัลต่างๆ ที่รัฐบาลส่งเสริมนั้น   ควรได้รับการสนับสนุนให้มีโอกาสได้ใช้สื่อสาธารณะและสื่อของรัฐที่ต่อเนื่องระยะหนึ่ง  เพื่อส่งเสริมการสร้างแบรนด์สินค้า ให้เกิดความนิยมในตลาด อย่างได้ผล

    6.กองทุนพัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ ธุรกิจแฟรนไชส์ที่มีศักยภาพในการเติบโตนั้น หากมีกองทุนที่ส่งเสริมการสร้างแฟรนไชส์นั้น จะมีรายได้ส่วนหนึ่งที่มาจากค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์กลับคืนมา หากมีกองทุนส่งเสริมเพื่อการพัฒนาธุรกิจให้ดีขึ้นจะเป็นแนวทางที่ดีมาก ในการสร้างการเติบโตได้อย่างรวดเร็ว

การเลือกซื้อแฟรนไชส์กาแฟสดและการประกอบธุรกิจกาแฟสดให้ประสบความสำเร็จ

การเลือกซื้อแฟรนไชส์กาแฟสดและการประกอบธุรกิจกาแฟสดให้ประสบความสำเร็จ

แฟรนไชส์กาแฟสด มีหลากหลายยี่ห้อและรูปแบบ แล้วจะเลือกแฟรนไชส์กาแฟสดยี่ห้อไหนดีล่ะ ให้คุ้มค่ากับการลงทุนมากที่สุด บทความนี้จะนำเสนอขั้นตอนก่อนการตัดสินใจซื้อแฟรนไชส์กาแฟสดและการดำเนินธุรกิจกาแฟสดเมื่อซื้อไปแล้ว ชาอินเดีย กาแฟเปอร์เซีย มีรูปแบบการลงทุนแบบกาแฟสดให้ท่านเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งเช่นกัน อย่างไรก็ตามยังแนะนำให้ท่านสามารถพิจารณาปัจจัยต่างๆในการเลือกซื้อแฟรนไชส์กาแฟสดได้ดังหัวข้อต่างๆนี้
ตรวจสอบรายละเอียดรูปแบบการลงทุนของแฟรนไชส์กาแฟสด ของแต่ละเจ้าที่เสนอมาจะทำให้ทราบถึงความแตกต่างของวัสดุอุปกรณ์และวัตถุดิบที่ใช้ ที่แต่ละเจ้านำเสนอ รวมทั้งราคา และการบริการ เช่นบางเจ้าอบรมวิธีการทำกาแฟแบบตัวต่อตัว บางเจ้าอบรมรวม เขาจะสอนเราจนเป็นเลยหรือไม่ บางรูปแบบไม่จำเป็นต้องอบรม สามารถนำวัตถุดิบไปทำตามสูตรและขายได้เลย แต่ละเจ้าจะให้วัสดุอุปกรณ์และวัตถุดิบที่ไม่เท่ากัน
ราคาเป็นปัจจัยในการพิจารณาเมื่อเทียบกับความคุ้มค่าของแฟรนไชส์กาแฟสด  ควรศึกษาว่าราคาค่าแฟรนไชส์นั้นกับผลที่คาดว่าจะได้รับสัมพันธ์กันหรือไม่ แฟรนไชส์กาแฟสดแต่ละตัวมีความแตกต่างกัน ย่อมมีการจับกลุ่มลูกค้า มีผู้ชื่นชอบในรสชาติของกาแฟสด ที่ต่างกัน จึงมีกลุ่มคนนิยมผู้ติดใจเป็นของตัวเองเราสามารถพิจารณาว่า แฟรนไชส์ไหนซื้อมาแล้วจะขายดีสำหรับเรา หลายท่านค้นหาแฟรนไชส์กาแฟสดราคาถูกที่สุดเป็นเรื่องดีเนื่องจากของถูกและดีเชื่อว่ามี อย่างไรควรพิจารณาควบคู่กันไป ในระดับราคานั้นๆ สร้างความคุ้มค่ากับการลงทุนและมีคุณภาพหรือไม่
เลือกรูปแบบการลงทุนแฟรนไชส์กาแฟสด ที่เหมาะสมกับตัวเอง ดูงบประมาณของเราว่าสามารถลงทุนทำธุรกิจเครื่องดื่มได้ในระดับใด เนื่องจากแฟรนไชส์เองก็มีให้เลือกหลายระดับราคา และนำเสนอทางเลือกที่แตกต่างกัน ท่านอาจพบแฟรนไชส์กาแฟสด ที่เหมาะสมกับท่าน เช่นท่านอยากเปิดร้านกาแฟของตัวเองเป็นแบรนด์ของตัวเองเลย แต่ต้องการพี่เลี้ยงในการแนะนำและสอนสูตรการทำกาแฟต่างๆ ก็จะมีแฟรนไชส์ที่สามารถจัดชุดอุปกรณ์และอบรมวิธีการทำกาแฟสดให้ท่านได้ ในแบบที่ท่านสามารถออกแบบร้านเอง ควบคุมค่าใช้จ่ายได้เอง
แฟรนไชส์กาแฟสดที่เลือกและทำเลในการขาย ประเมินศักยภาพของทำเลที่เจ้าของแฟรนไชส์เลือกมาให้ หรือที่เราเลือกเอง ว่าทำเลไหนจะทำกำไรได้สูงสุด เลือกที่ดีที่สุด ทำเลทองนั้นไม่รอใคร มักจะถูกซื้อ ถูกเช่าอย่างรวดเร็ว ข้อได้เปรียบคือหากท่านมีทำเลดีๆอยู่แล้วที่ไม่เสียค่าเช่าใดๆ ยิ่งทำให้ท่านไม่เสี่ยงกับการขาดทุนมากนัก
แฟรนไชส์กาแฟสดอุปกรณ์ต่างๆที่ใช้  ศึกษาอุปกรณ์ที่เจ้าของแฟรนไชส์นำเสนอว่ามีคุณภาพหรือไม่ เป็นที่นิยมในการใช้ในหมู่ผู้ทำธุรกิจกาแฟหรือเปล่า อาทิเช่นEXPOBAR คือเครื่องทำกาแฟและเครื่องบดเมล็ดกาแฟที่มีคุณภาพ ซื้อเครื่องที่ราคาสูงหน่อยดีกว่า ซื้อมาใช้แล้วพัง ต้องเสียเงินอีกครั้ง ไม่รู้จบ หรืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการใส่น้ำร้อนๆ สามารถทนความร้อนได้หรือไม่
แฟรนไชส์กาแฟสดกับการวิเคราะห์ต้นทุนในการลงทุนทำร้านกาแฟสด แฟรนไชส์กาแฟสด หรือร้านกาแฟนั้น มีการเปิดตัวอย่างต่อเนื่องและปิดตัวอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ผลคือขาดทุนหรือไม่ก็ทำธุรกิจอื่นจะถนัดมากกว่าหรือคิดว่าตนทำธุรกิจอื่นได้ดีกว่า หรือบางท่านอาจพักการลงทุนแต่ยังมีความมุ่งมั่นที่จะทำให้สำเร็จก็พักไว้ก่อนแล้วมาเปิดใหม่เมื่อพร้อมอีกครั้ง หรือขาดทุนในการเลือกการลงทุนที่สูงเกินไป ไม่เหมาะสมกับทำเล เราจึงต้องประมาณการค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน ว่ามีค่าน้ำ ค่าไฟเท่าไหร่ ค่าพนักงานขายเท่าไหร่ ต้นทุนวัตถุดิบต่อเดือนเท่าไหร่ จะคืนทุนเมื่อไหร่ ต้องการลูกค้าวันละกี่ราย ขายวันละกี่แก้วจึงจะคุ้มทุนและมีกำไร
แฟรนไชส์กาแฟสดกับสายป่านในการลงทุน ผู้ตัดสินใจลงทุนจึงต้องมีสายป่านที่ยาวพอ ในการทำร้านกาแฟสด เนื่องจากบางแห่งอาจขาดทุนในช่วงแรกๆที่ทำธุรกิจ แต่นานวันเข้ามีลูกค้าประจำเพิ่มขึ้น ก็ทำให้สามารถพลิกมากำไรได้
ลักษณะของการเลือกซื้อแฟรนไชส์กาแฟสด ผู้ตัดสินใจลงทุนมักตัดสินใจด้วยอารมณ์หรือความชอบในตัวแบรนด์ ที่เป็นอารมณ์ส่วนตัว ซื้อเพราะชอบ ถามว่าผิดหรือไม่ คำตอบคือไม่ผิด หากแต่ท่านต้องมั่นใจในผลตอบแทนที่ท่านจะได้รับด้วย จึงควรเปิดใจศึกษารูปแบบการลงทุนของแต่ละแห่งที่เสนอมา บางแห่งเปิดกว้างสามารถให้ท่านมีเมนูของท่านเอง เพิ่มเมนูได้ หรือ สามารถซื้อแฟรนไชส์จากสองแห่ง หรือ สอง สามสินค้า สอง สาม แบรนด์มาขายร่วมกัน หรือซื้อแฟรนไชส์เขามาแต่ใช้แบรนด์ของเราเองดังที่กล่าวในข้างต้น ท่านจึงสามารถเลือกได้ เช่นซื้อกาแฟจากดอยตุง มาทำขายโปรโมทเป็นกาแฟสดจากดอยตุง แต่ใช้ชื่อแบรนด์ของตัวเอง หรือซื้อแฟรนไชส์ วัตุถุดิบในการทำชาอินเดีย กาแฟเปอร์เซียมาร่วมขายด้วย หากแฟรนไชส์ที่ท่านซื้อเปิดกว้างให้ทำได้ ซึ่งเงื่อนไขของแต่ละแห่งแตกต่างกัน ท่านจึงควรศึกษาอย่างละเอียด
แฟรนไชส์กาแฟสดยิ่งมีสินค้าที่หลากหลายยิ่งขายดี ท่านควรมีเมนูในการทำกาแฟสดและเครื่องดื่มต่างๆที่หลากหลาย รวมทั้งขนมอร่อยๆ ต่างๆ เพื่อเพิ่มยอดขายและผลประกอบการในร้านจึงควรมองหาสิ่งที่สามารถทำกำไรให้ร้านท่านอยู่ตลอดเวลาและพัฒนาร้านอยู่เสมอ
แฟรนไชส์กาแฟสดเมื่อซื้อไปแล้วควรปรับปรุงร้านให้ดูดีอยู่เสมอ เมื่อท่านซื้อแฟรนไชส์ไปแล้ว ควรกันนงบสำหรับการปรับปรุงร้านให้ดูดีอยู่เสมอ ไม่ปล่อยให้ร้านของท่านโทรม ซึ่งจะกระทบโดยตรงกับยอดขายภายในร้านของท่าน
แฟรนไชส์กาแฟสดกับการตลาด เมื่อซื้อแฟรนไชส์กาแฟสดไปแล้ว ท่านต้องมีงบในการใช้ทำการตลาด เช่น โปรโมทร้านของท่าน ตามสื่อต่างๆ อาทิป้ายโฆษณาประชาสัมพันธ์ตามจุดต่างๆ ในบริเวณพื้นที่ใกล้เคียง การแจกใบปลิวโปรโมชั่นของร้านให้ผู้คนที่สัญจรผ่านไปมาในบริเวณร้านของท่าน หรือแจกใบปลิวโปรโมชั่นให้ผู้ที่ทำธุรกิจอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับร้านกาแฟสดของท่าน ให้ทราบว่ามีร้านของท่านอยู่ในบริเวณนี้และเกิดการติดตามมาทดลองชิม ทดลองดื่มกาแฟของท่าน แฟรนไชส์บางเจ้าอาจดูแลทำให้ แต่หากดูแลทำให้แต่ไม่ต่อเนื่อง ท่านก็ควรจะมีงบทำอย่างต่อเนื่อง และ ควรมีกิจกรรมส่งเสริมการขาย เช่น ซื้อ 20 แก้วฟรี 1 แก้ว หรือส่วนลดในการซื้อเบเกอรรี่ภายในร้านของท่าน การทำการตลาดจะสามารถทำให้ท่านมียอดขายที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง หรือสามารถใช้กระตุ้นยอดขาย ทำให้ร้านของท่านมีคนรู้จักมากขึ้นอีกด้วย รวมทั้งเป็นการสะสมลูกค้าประจำใหม่ๆ ให้มีเพิ่มขึ้น ท่านยังต้องพูดคุยกับลูกค้าว่าถูกใจในรสชาติหรือไม่อย่างไร ชอบแบบไหน หวานไปหรือเปล่า เข้มไปหรือไม่ เพื่อนำเสนอกาแฟสดที่ถูกใจ และสูตรกาแฟสดก็มีหลายสูตรที่สามารถปรับได้ เพราะคนชอบไม่เหมือนกัน ก็จะเป็นอีกเคล็ดลับ ที่ทำให้ร้านท่านประสบความสำเร็จได้
แฟรนไชส์กาแฟสดหากขายไม่ดี เมื่อซื้อแฟรนไชส์กาแฟสดไปแล้วขายไม่ดี หรือขาดทุน สาเหตุหลักที่ต้องวิเคราะห์คือทำเลที่เราเปิดดีจริงหรือเปล่า ร้านเรามีเมนูและสินค้าที่โดนใจหรือยัง ระดับราคาที่ตั้งไว้เป็นอย่างไร การจะทำธุรกิจเครื่องดื่มให้ประสบความสำเร็จนั้นเราต้องมีความมุ่งมั่น หากทำแล้วไม่ดี ไม่เท่าไหร่เราก็เลิกทำ ก็จะไม่มีวันประสบความสำเร็จ ถ้าปัญหาเกิดจากทำเลเราก็ต้องหาวิธีย้ายทำเลให้ได้ ปัญหาเกิดจากต้นทุนเราต้องลดต้นทุนลงให้ได้ ปัญหาเกิดจากเมนู เราต้องมีเมนูที่หลากหลายและพัฒนาเครื่องดื่ม เบเกอรรี่หรือสินค้าเราให้ถูกปาก ถูกใจลูกค้าให้ได้ เวลาที่ผ่านไปกับความมุ่งมั่นจะทำให้ประสบความสำเร็จ ลูกค้าหลายๆท่านเลือกที่จะเข้าร้านเพราะคนขายเป็นหลักก็มี การที่มนุษยสัมพันธ์ดี พูดคุยกับลูกค้าอย่างร่าเริงแจ่มใสจะทำให้ท่านมีลูกค้าประจำเพิ่มขึ้นทุกวัน การดูแลเอาใจใส่ว่าลูกค้าชอบอะไรไม่ชอบอะไร ทำให้ลูกค้าติดใจในการบริการ เมื่อเวลาผ่านไป ท่านก็จะมีกลุ่มลูกค้าที่เหนียวแน่นขึ้น พร้อมกับผลประกอบการที่โตขึ้น การที่ท่านแบ่งเงินไว้คอยปรับปรุงร้านดังที่กล่าวก็เป็นจุดสำคัญ หากปัญหาอยู่ที่การออกแบบร้านยังไม่ดีเพราะเริ่มต้นลงทุนเรามีงบจำกัด เราก็ต้องเก็บเงิน ตบแต่งทำร้านให้ดี  หากร้านท่านเป็นร้านเครื่องดื่มแบบชงขายธรรมดา วันหนึ่งท่านก็ต้องคิดที่จะพัฒนาให้กลายเป็นร้านกาแฟสด อย่าหยุดกาพัฒนา เอาใจช่วยทุกคนให้ประสบความสำเร็จครับ

ปัญหาที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจซื้อแฟรนไชส์

ธุรกิจแฟรนไชส์ถือเป็นรูปแบบการดำเนินธุรกิจที่ได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มพ่อค้าแม่ค้ามือใหม่ที่กำลังสนใจอยากจะมีธุรกิจเล็กๆเป็นของตนเอง สาเหตุก็มีที่มาที่ไปง่ายๆเพราะในธุรกิจแฟรนไชส์ของแต่ละกิจการนั้นจะกำหนดรูปแบบมาแล้วจากเจ้าของแฟรนไชส์เอง ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการดำเนินธุรกิจ สูตรลับการทำอาหารเฉพาะตัว อุปกรณ์การขาย การตกแต่งหน้าร้าน ฯลฯ อย่างไรก็ตามแม้รูปแบบของแฟรนไชส์จะเป็นสูตรสำเร็จอยู่แล้ว แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงทุกอย่างก็ไม่ได้จะเป็นไปตามสูตรสำเร็จที่ตั้งไว้เสมอไปเพราะก็มีผู้ซื้อแฟรนไชส์ประสบความล้มเหลวให้เห็นมิใช่น้อย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าธุรกิจแฟรนไชส์เองก็มีจุดบกพร่องที่ผู้ประกอบการที่กำลังจะซื้อแฟรนไชส์จะต้องลองพิจารณาดูอีกสักครั้งก่อนที่จะตัดสินใจซื้อในขั้นสุดท้าย โดยปัญหาที่ควรเอามาพิจารณามีดังต่อไปนี้

เรื่องนี้เป็นสิ่งที่น่ากลัวมากสำหรับผู้ที่กำลังจะตัดสินใจซื้อแฟรนไชส์สักอันโดยปราศจากการตรวจสอบข้อมูล เพราะแน่นอนว่าล้านเปอร์เซ็นต์ของการโฆษณาขายแฟรนไชส์มักจะกล่าวอ้างเกินจริงไว้ก่อน ซึ่งหลายธุรกิจแฟรนไชส์ที่สามารถอยู่ได้ในปัจจุบันก็เนื่องมาจากการขายค่าสมาชิกแฟรนไชส์ให้กับคนอื่นแทบทั้งสิ้น เงินที่ได้มาไม่ได้มาจากการขายตัวสินค้าเลย ดังนั้นผู้ประกอบการที่สนใจจะต้องตรวจสอบข้อมูลในส่วนนี้ให้ดีเสียก่อนที่จะตัดสินใจ โดยอาจจะไปดูตามสาขาอื่นๆแล้วสอบถามผู้ที่ขายแฟรนไชส์ตัวดังกล่าวอยู่ว่าธุรกิจเป็นอย่างไรบ้าง เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์ประกอบการตัดสินใจอีกครั้ง

ปัญหานี้ก็มีให้พบเห็นค่อนข้างมากอันเกิดจากกฎข้อบังคับที่ผู้เป็นเจ้าของแฟรนไชส์เป็นผู้กำหนดขึ้นซึ่งแน่นอนว่ากฎดังกล่าวต้องเอื้อประโยชน์ให้กับผู้เป็นเจ้าของแฟรนไชส์แน่นอน เช่น การบังคับให้ซื้อวัตถุดิบและอุปกรณ์ทุกอย่างจากทางเจ้าของ การบังคับให้สั่งสินค้าเป็นจำนวนมากๆต่อหนึ่งครั้ง เป็นต้น ดังนั้นทางที่ดีก่อนที่จะตัดสินใจทำสัญญาซื้อจะต้องศึกษาข้อมูลในส่วนตรงนี้ให้ดีเสียก่อน

ปัจจุบันปัญหานี้ก็มีให้พบเห็นค่อนข้างมาก โดยในบางธุรกิจหลังจากจ่ายเงินซื้อแฟรนไชส์ไปแล้วผู้ประกอบการบางรายก็ไม่เคยได้พบเจอหรือได้รับการช่วยเหลือจากเจ้าของแฟรนไชส์อีกเลย ปล่อยให้ดูแลธุรกิจของตนเองแต่เพียงลำพัง ซึ่งแน่นอนว่าสุดท้ายธุรกิจที่ซื้อมาก็ไปไม่ไหวและต้องปิดปรับปรุงอย่างถาวรในมี่สุด ดังนั้นก่อนที่จะตัดสินใจซื้อผู้ประกอบการควรสอบถามรายละเอียดในเรื่องการให้ความช่วยเหลือให้ดีเสียก่อน

ปัญหาในข้อนี้มักเกิดหลังจากที่ผู้ประกอบการได้ซื้อแฟรนไชส์มาดำเนินธุรกิจมาได้สักระยะหนึ่งแล้ว โดยเจ้าของแฟรนไชส์จะเริ่มส่งของที่มีคุณภาพต่ำกว่าเดิมมาให้ สาเหตุก็มีที่มาจากเจ้าของแฟรนไชส์ต้องการลดต้นทุนของตนเองเพื่อให้ได้กำไรและกินส่วนต่างจากการสั่งซื้อสินค้าจากทางสมาชิกที่มากขึ้นนั่นเอง ซึ่งถ้าเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นผู้ประกอบการต้องรีบทักท้วงโดยทันที

ธุรกิจแฟรนไชส์บางแห่งมีข้อกำหนดให้ซื้ออุปกรณ์จากทางบริษัทแม่โดยตรงเท่านั้น จึงกลายเป็นจุดกำเนิดของปัญหาในเรื่องอุปกรณ์ที่ด้อยคุณภาพตามมา ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการนำอุปกรณ์ที่ไม่ได้มาตรฐานมาจำหน่าย ทำให้ต้องสิ้นเปลืองเงินสั่งซื้อจากเจ้าของธุรกิจแฟรนไชส์อยู่เรื่อยๆ จึงเป็นช่องทางเพิ่มกำไรที่น่าอดสูของเจ้าของธุรกิจแฟรนไชส์อีกวิธีหนึ่ง

ข้อนี้เป็นปัญหายอดฮิตที่ได้รับการบอกเล่าจากผู้ประกอบการมากที่สุด เพราะต้องเข้าใจว่าพื้นที่ในแต่ละแห่งมีสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน การมีพื้นที่ว่างไม่ได้หมายความว่าพื้นที่ตรงนั้นเหมาะสมกับการขายสินค้าเสมอไป บางพื้นที่อาจจะใหญ่สะดวกสบายแต่ไม่ได้อยู่ในจุดที่จะมีคนเิดินผ่านบ่อยๆ ดังนั้นการเลือกพื้นที่จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ประกอบการจะต้องเอาใจใส่ในเรื่องนี้ให้มากเป็นพิเศษ

ในทุกๆ สถานที่มักจะมีกฎระเบียบข้อบังคับในการควบคุมและใช้พื้นที่กำหนดกรอบอยู่ ซึ่งหลายครั้งกฎระเบียบบางอย่างไม่เอื้ออำนวยต่อรูปแบบการทำธุรกิจแฟรนไชส์ที่ผู้ประกอบการ เช่น ห้างสรรพสินค้าบางแห่งไม่อนุญาตให้มีการใช้แก๊สหุงต้มภายในตัวอาคารเด็ดขาด ในขณะที่ผู้ประกอบการขายลูกชิ้นปลาทอดจึงมีความจำเป็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องใช้แก๊สในการทอดลูกชิ้นปัญหาจึงเริ่มเกิดขึ้นจากปมในข้อนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ผู้ประกอบการจะต้องศึกษาในรายละเอียดข้อบังคับในการใช้พื้นที่ให้ดีด้วย

จำนวนพื้นที่ถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ผู้ประกอบการหลายรายเมื่อซื้อแฟรนไชส์และหาพื้นที่ขายสินค้าได้แล้ว แต่พอถึงวันที่ต้องยกร้านหรือเคาน์เตอร์เข้าไปลงในพื้นที่จริงกลับมีปัญหาเพราะจำนวนพื้นที่มีไม่เพียงพอจึงต้องเช่าเพิ่มอีกทำให้เสียเงินไปโดยใช่เหตุและต้องแบกภาระต้นทุนเพิ่มขึ้นอีกด้วย ดังนั้นทางที่ดีที่สุดก่อนที่จะตัดสินใจเลือกซื้อแฟรนไชส์ควรสอบถามรูปแบบของตัวร้านรวมถึงความกว้างและยาวของตัวเคาน์เตอร์โดยควรเลือกรูปแบบที่เป็นมาตรฐานมากที่สุด

ปัญหานี้สร้างความอึดอัดใจจนหลายครั้งเกิดเป็นเหตุกระทบกระทั่งกันจากผู้ขายทั้งสองฝ่ายที่มาจากแฟรนไชส์เดียวกัน ซึ่งปัญหานี้ถือว่าร้ายแรงมากเพราะที่สุดแล้วจะไม่มีใครได้ประโยชน์และผลกำไรตามที่ตนเองควรจะได้เลย แถมยังต้องคอยมาแย่งชิงลูกค้ากันเอง ซึ่งเหตุดังกล่าวมักเกิดจากความเห็นแก่ตัวของเจ้าของธุรกิจแฟรนไชส์ที่ขาดการจัดการที่ดีพอ คิดแต่จะขายของอย่างเดียว ดังนั้นก่อนที่จะเช่าพื้นที่ขายสินค้าจะต้องสำรวจดูให้แน่ใจเสียก่อนว่าไม่มีแฟรนไชส์จากที่เดียวกันในละแวกพื้นที่ดังกล่าว

คงไม่มีธุรกิจแฟรนไชส์ตัวไหนที่จะขายดีได้ในทุกๆวัน และอาจมีวบางันที่ขายของขาดทุนกันบ้างเป็นเรื่องธรรมดา ทำให้เรื่องของกระแสเงินสดที่จะต้องนำมาใช้หมุนเวียนต่อวันมีความสำคัญมาก เพราะเงินในส่วนนี้จะถูกนำไปใช้ซื้อวัตถุดิบในวันต่อไป ผู้ประกอบการจึงต้องสำรองเงินในส่วนตรงนี้ด้วยเพราะุถ้าขาดไปรับรองว่าเป็นเรื่องยากลำบากในการบริหารธุรกิจแน่นอน

หลายแฟรนไชส์ในประเทศไทยส่วนใหญ่เมื่อมีสูตรลับและขายแฟรนไชส์จนประสบความสำเร็จแล้วมักจะไม่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตรงจุดนี้เองกลายเป็นจุดอ่อนที่เห็นได้ชัดของการทำธุรกิจแฟรนไชส์ของไทย ดังนั้นก่อนที่จะเลือกซื้อแฟรนไชส์อะไรสักอย่างต้องสอบถามถึงแนวโน้มและวิธีการบริหารของเจ้าของแฟรนไชส์ด้วย

เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ผู้ทำธุรกิจแฟรนไชส์ทุกคนต่างบ่นออกมาเป็นเสียงเดียวกัน เพราะพนักงานขายบางคนค่อนข้างจะขาดความรับผิดชอบและไม่เอาใจใส่ในสิ่งที่ตนเองกำลังทำอยู่ เพราะคิดว่านี่ไม่ใช่ร้านของตนจึงอยากจะขายอย่างไรก็ได้ พนักงานบางคนถึงกับกล้ามาปากเสียงกับลูกค้าด้วยซ้ำไป ดังนั้นการคัดเลือกพนักงานขายสำหรับผู้ประกอบการที่ไม่มีเวลาขายของเองจึงเป็นหนึ่งในสิ่งสำคัญอันดับต้นๆที่พึงจะต้องกระทำ
ถึงแม้ปัญหาจะมีไว้ให้แก้ไขแต่ถ้าสำหรับการทำธุรกิจแฟรนไชส์แล้วเรื่องดังกล่าวดูจะเป็นเรื่องที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของผู้ประกอบการอย่างสิ้นเชิง เพราะบางปัญหาไม่ได้เกิดมาจากตัวของผู้ประกอบการเองแต่เป็นที่ตัวของแฟรนไชส์และระบบต่างหากจึงไม่มีทางที่จะแก้ไขได้ วิธีการที่ดีที่สุดหากผู้ประกอบการคิดจะทำธุรกิจแฟรนไชส์ก็คือต้องออกสำรวจข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจแฟรนไชส์ที่ตนเองสนใจในทุกๆ ด้านด้วยตนเอง แล้วจึงเอาข้อมูลที่ได้นำมาวิเคราะห์และประมวลผลถึงความน่าลงทุนในธุรกิจตัวดังกล่าว เพื่อเป็นการรับประกันให้กับตนเองว่าจำนวนเงินที่ลงทุนไปจะได้รับผลตอบแทนกลับคืนมาอย่างคุ้มค่าในที่สุด

สร้างธุรกิจแฟรนไชส์ต้องรู้อะไรบ้าง

การสร้างธุรกิจให้กลายเป็นแฟรนไชส์นั้น ดูเหมือนจะต้องผ่านวิธีการที่เสมือนหนึ่งตัวดักแด้ของผีเสื้อก็ประมาณกัน เพราะต้องมีการ เก็บตัว ซุ่มเงียบสร้างระบบธุรกิจรวมถึง การพิสูจน์ความสำเร็จให้ได้ให้เห็นจริงจังเสียก่อน หลังจากนั้นค่อยสยายปีก กลายเป็นผีเสื้อ สวยงามพร้อมที่จะเริงร่าไปกับสายลมของการแข่งขันธุรกิจ


เมื่อถึงวันนั้นจะสร้างเครือข่ายสาขาทางธุรกิจก็สามารถทำได้อย่างมั่นคง ยิ่งการวางรูปแบบธุรกิจได้ดีมากเท่าไร ผลที่จะได้รับจาก การประสบความสำเร็จ เชิงแฟรนไชส์นั้น ก็มีมูลค่ามากกว่าที่คาดไว้มากนัก และนี่คือสิ่งที่เสมือนตอกย้ำความคิดที่ว่า ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่นั้น ต้องได้มาจากการลงทุนที่ยิ่งใหญ่เท่านั้น และเรื่องนี้ไม่มีคำว่าฟลุ๊ค มาเป็นเรื่องหลัก มากับดวงได้แต่ไม่แน่จริงไม่ลงมือจริงจัง ความสำเร็จ จากระบบแฟรนไชส์คงยังห่างไกล


เรื่องของการทำความเข้าใจในวิธีการสร้างแฟรนไชส์นั้นไม่ใช่เข้าใจกันง่ายๆ เรียนรู้รับฟังกันสองสามชั่วโมงแล้วไปขยายผลสร้างแฟรนไชส์อย่างนั้น ก็ดูจะเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ เรื่องของการเรียนรู้ธุรกิจหรือวิธีการสร้างแฟรนไชส์ต้องใช้เวลาไม่น้อยทีเดียว เริ่มจากการทำความเข้าใจ ในรูปแบบของการสร้างธุรกิจ และแนวทางที่สามารถพัฒนา ให้เป็นระบบแฟรนไชส์ได้นั้นเป็นอย่างไร (Concept design and implementation ) แล้วก็ต้องทำความเข้าใจถึงการวิเคราะห์องค์ประกอบธุรกิจ ที่เข้าข่ายที่จะกลายสภาพเป็นระบบแฟรนไชส์ได้ (Business Analysis) รวมทั้งการเข้าใจเรื่องของการจดทะเบียน การรักษาสิทธิ์ด้านเครื่องหมายการค้า (Trade mark registration) ที่เป็นหัวใจของธุรกิจ นอกจากนั้นการเรียนรู้เรื่องของต้นทุน


การสร้างระบบธุรกิจแฟรนไชส์และการออกแบบเอกสารเช่น สัญญา รวมถึงเอกสารนำเสนอแฟรนไชส์ (Costing and design of Franchise Agreement Disclosure Document) ก็ต้องลงลึกบ้างพอสมควร รวมทั้งวิชาว่าด้วยการสร้าง เครื่องมือประกอบการขายแฟรนไชส์ (Sales material) ต้องเข้าใจเรื่องกฎหมายที่เกี่ยวกับแฟรนไชส์ เช่น การจดทะเบียนเงื่อนไขต่างๆ ของบริษัทที่เป็นธุรกิจแฟรนไชส์ (Franchisor registrations) โดยเฉพาะรูปแบบข้อบังคับต่างๆ ในต่างประเทศ

สร้างธุรกิจแฟรนไชส์ต้องรู้อะไรบ้าง

ถึงแม้ว่าในประเทศของเรายังอยู่ในระยะขั้นต้นของ การออกกฎหมายแฟรนไชส์ก็ตาม เรื่องที่สำคัญอีกอย่างคือเรื่องของ การบริหารความรู้ ผ่านกระบวนการอบรมที่ต้องมีคู่มือของธุรกิจ ดังนั้นการเข้าใจวิธีการสร้างคู่มือธุรกิจ (Franchise Operations Manual, Franchise Training Manual) ก็กลายเป็นเรื่องจำเป็นขึ้นมา จากนั้นการเข้าใจในเรื่องการบริหารงานขายงานตลาดแฟรนไชส์ (Franchise marketing) รวมถึงการทำกิจกรรมไม่ว่าการออกงานแสดงสินค้า (Trade Shows and Expos) ก็ล้วนแต่มีรายละเอียดที่จะมีข้อแตกต่างจากธุรกิจทั่วไป ต้องเข้าใจเทคนิคการคัดเลือกคนที่สนใจร่วมทุนกับเราด้วย เพราะการเลือกแฟรนไชส์ซี (Recruiting franchisees) ที่ถูกต้องก็เท่ากับวางรากฐานความสำเร็จให้ธุรกิจไปด้วย


ยังมีเรื่องของวิธีการบริหารธุรกิจ ที่เมื่อเปิดเป็นระบบแฟรนไชส์แล้วก็ยังต้องเรียนรู้เข้าใจด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการบริหารสาขาแฟรนไชส์ซี ด้วยข้อมูลระบบสารสนเทศ การสร้างเอกสารต่างๆ เพื่อการบริหารงานแฟรนไชส์ (Franchise documentation) แล้วยังต้องรู้ วิธีการที่จะช่วยเหลือแต่ละสาขาจากสภาวะการแข่งขัน ทำอย่างไรจึงจะสู้กับคู่แข่งได้ (Competitors analysis) การบริหารงานทีมงาน หรือเรื่องของวิธีการขยายธุรกิจพร้อมกับ เทคนิคการขายธุรกิจแฟรนไชส์ก็ยิ่งต้องเรียนรู้ ไม่อย่างนั้นสร้างแฟรนไชส์มีทั้งระบบ มีทั้งวิธีการที่ดี ซึ่งล้วนแต่ต้องใช้เม็ดเงินลงทุนสูงทั้งนั้น ถ้าหากพอถึงเวลาขายแฟรนไชส์ กลับขายไม่เป็นอันนี้จะมาเรียกว่า กรรมเก่า ก็คงไม่ได้ ยังไม่พอเท่านั้น การที่เราเริ่มสร้างแฟรนไชส์ได้มากสาขาปัญหาที่ตามมาก็คือ เราเองจะรักษามาตรฐานของธุรกิจไว้ได้อย่างไร ยิ่งมากคนก็ยิ่งมีวิธีการทำงาน ที่แตกต่างซึ่งเทคนิคการตรวจสอบ การบริหารคุณภาพก็จำเป็นที่ต้องเรียนรู้เข้าใจไปด้วย


เรื่องทั้งหมดก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น ที่เล่าให้ท่านทุกท่านเพื่อเห็นว่า จริงๆ แล้วหลักการสร้างระบบธุรกิจแฟรนไชส์นั้นไม่ใช่อยู่ๆ ก็ลุกขึ้นมาเปิด ขายแฟรนไชส์กันเลย ทำกันแบบเรียกว่าถ้ามีคนซื้อก็จบกันไป การทำธุรกิจรูปแบบอย่างนั้นก็คงไม่จำเป็น ต้องมีการเก็บค่าธรรมเนียมกันให้ป่วยการ


ยิ่งถ้าได้มองภาพการสร้างระบบแฟรนไชส์ที่ทั้งยาก และก็เสี่ยงต่อความสำเร็จด้วยแล้วก็จะยิ่งเพิ่มความเข้าใจกระบวนการ ในการบริหารองค์กรที่เป็นแฟรนไชส์มากขึ้น เรื่องทั้งหมดที่เล่ามาเขาเรียนกันในสถาบันจริงจัง คงจะจบก็ตรงที่ว่าใครสนใจ ก็ติดต่อไปที่ มหาวิทยาลัยศรีปทุมได้เลยครับ เรื่องอย่างนี้สถาบันการศึกษาเขายินดีให้ข้อมูลเต็มที่ครับผม

เลือกแฟรนไชส์อย่างไรไม่ปวดใจ

ซื้อแฟรนไชส์อย่างไร ไม่ปวดใจ



ระบบแฟรนไชส์ เป็นกลยุทธ์ที่ได้รับการพิสูจน์ทดลอง และมีตัวอย่างของความสำเร็จมาแล้วมากมาย ว่าสามารถช่วยให้เจ้าของธุรกิจ ขยายตลาดออกไปได้อย่างกว้างขวาง สำหรับผู้ที่ต้องการมีธุรกิจเป็นของตนเองก็สามารถใช้สูตรสำเร็จที่มีอยู่เดิมมาปฏิบัติได้ โดยไม่ต้องเสียเวลาเรียนรู้นาน แต่การดำเนินธุรกิจทุกประเภทย่อมต้องมีทั้งข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันไปและเพื่อลดความเสี่ยง ความสูญเสีย หรือข้อขัดแย้งต่างๆ ที่จะตามมา อันเกิดจากการตัดสินใจที่ผิดพลาดและขาดข้อมูลที่ชัดเจน ผู้เลือกซื้อแฟรนไชส์หรือผู้รับสิทธิจึงควรศึกษาและพิจารณาถึงรายละเอียดต่างๆ ของผู้ขายแฟรนไชส์หรือผู้ให้สิทธิอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจ

เจาะลึกวิธีเลือกซื้อแฟรนไชส์

การตัดสินใจเลือกซื้อแฟรนไชส์รายใดนั้น ผู้เป็นเจ้าของควรศึกษารายละเอียดสำคัญๆ ดังนี้
ผู้ให้สิทธิมีประสบการณ์ สถานภาพทั้งการเงินและการลงทุนเป็นอย่างไร ผู้ให้สิทธิมีความน่าเชื่อถือและมีความเข้มแข็งมากน้อยเพียงใด รายละเอียดส่วนนี้ไว้พิจารณาถึงโอกาสที่ธุรกิจจะประสบความสำเร็จ และโอกาสที่ผู้ซื้อแฟรนไชส์จะได้สิทธิรับตามสัญญา

ผู้ให้สิทธิควรมีความรู้ความชำนาญเกี่ยวกับธุรกิจหรือกิจการที่ดีกว่าผู้รับสิทธิ เพื่อจะสามารถถ่ายทอดความรู้ต่างๆ ให้แก่ผู้รับสิทธิได้

การตลาดส่วนแบ่งการตลาด และการเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค ผู้ซื้อแฟรนไชส์ควรพิจารณาว่า ส่วนแบ่งตลาดของสินค้าหรือบริการ ณ เวลานั้นๆ มีอยู่เท่าใด และจะสามารถขยายตลาดออกไปได้อีกมากน้อยเพียงใด

ผลงานการวิจัยและพัฒนาสินค้า-บริการ ดูว่าผู้ให้สิทธิสามารถให้การอบรมวิจัยพัฒนาระบบธุรกิจ สินค้าและบริการได้อย่างต่อเนื่องหรือไม่ เพราะส่วนนี้จะสะท้อนถึงความสามารถในการแข่งขันและการขยายตลาดอย่างต่อเนื่อง

พิจารณาถึงเครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร ชื่อทางการค้า สูตร กรรมวิธีการผลิต การฝึกอบรม และการให้ความช่วยเหลืออื่นๆ ที่ผู้ซื้อแฟรนไชส์จะได้รับจากผู้ให้สิทธิ

ค่าธรรมเนียม (Franchise Fee) เป็นจำนวนเท่าใด และผู้ซื้อแฟรนไชส์จะได้สิทธิประโยชน์มากน้อยเพียงใด

ค่าใช้จ่ายในการเริ่มธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อเครื่องมือ เครื่องใช้ อุปกรณ์ อาคาร ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม และค่าใช้จ่ายอื่นๆ

ในสัญญาแฟรนไชส์ได้กำหนดให้ผู้ซื้อแฟรนไชส์ต้องซื้อสินค้า หรือวัตถุดิบจากผู้ให้สิทธิหรือ Supplier ที่ผู้ให้สิทธิกำหนดหรือไม่ และผู้ซื้อแฟรนไชส์จะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอีกหรือไม่ เป็นจำนวนเท่าใด

เครื่องมือ เครื่องใช้ อุปกรณ์ต่างๆ รวมทั้งแหล่งที่มาสินค้าและระบบควบคุมคุณภาพ ที่ผู้ให้สิทธิจะมอบให้เพื่อดำเนินกิจการนั้น มีความทันสมัย และได้มาตรฐานเพียงพอหรือไม่

ผู้ให้สิทธิจะเรียกเก็บค่า Royalty ค่าโฆษณา และค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีกเท่าใด

ผู้ให้สิทธิจะเรียกเก็บค่าฝึกอบรม หรือค่าธรรมเนียมอื่นๆ อีกหรือไม่

ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานประจำเดือนมีอะไรบ้าง และเป็นจำนวนเท่าใด

ผู้ให้สิทธิได้กำหนดเขตการค้าของผู้รับสิทธิไว้หรือไม่ และเขตการค้านั้นกำหนดไว้อย่างชัดเจนมากน้อยเพียงใด มีรายละเอียดอย่างไร

ผู้ให้สิทธิจะช่วยเลือกทำเลที่ตั้งของร้านค้าหรือไม่ และผู้ซื้อแฟรนไชส์จะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มหรือไม่ ใครเป็นคนจัดการเรื่องทำเลที่ตั้งร้าน การเจรจาค่าเช่า หรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ

เงื่อนไขในการคุ้มครองที่ผู้ให้สิทธิจะมอบแก่ผู้รับสิทธิ ได้มีการระบุไว้ในสัญญาหรือข้อตกลงใดๆหรือไม่นั่นคือ ผู้ให้สิทธิจะไม่หาผู้รับสิทธิรายใหม่มาแข่งขันในอาณาเขตการขาย หรือบริเวณใกล้เคียง

ผู้ให้สิทธิจะช่วยในเรื่องการก่อสร้างหรือไม่ และการก่อสร้างอาคารต้องเป็นไปตามแบบที่ผู้ให้สิทธิกำหนดหรือไม่ รวมทั้งผู้รับสิทธิจะต้องเสียค่าธรรมเนียม หรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ เพิ่มเติมในส่วนนี้อีกหรือไม่

ผู้ให้สิทธิมีกระบวนการควบคุมคุณภาพ มาตรฐานของสินค้าและบริการ อย่างไร

ผู้ให้สิทธิได้กำหนดกฎเกณฑ์ในเรื่องการฝึกอบรมพนักงานไว้อย่างไรบ้าง รวมทั้งผู้รับสิทธิจะต้องรับภาระค่าใช้จ่ายอะไรบ้างในด้านการฝึกอบรมพนักงาน

ผู้ให้สิทธิได้กำหนดระเบียบข้อบังคับ หรือรูปแบบการดำเนินธุรกิจประจำวัน ของผู้รับสิทธิไว้อย่างไร

ผู้ให้สิทธิได้กำหนดระเบียบในการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ ไว้อย่างไร

ผู้รับสิทธิหรือผู้ซื้อแฟรนไชส์จะต้องเข้าร่วมในการโฆษณา และส่งเสริมการขายสินค้าโดยรวมมากน้อยเพียงใด และในแต่ละปี ผู้รับสิทธิจะต้องเสียค่าใช้จ่ายการเข้าร่วมโฆษณาและส่งเสริมการขาย เป็นจำนวนเท่าใด

ผู้ให้สิทธิจะสนับสนุนการจัดการธุรกิจของผู้รับสิทธิอย่างไร และมีระยะเวลานานเท่าใด

ุผู้ให้สิทธิกำหนดมาตรฐานเครื่องมือ เครื่องใช้ อุปกรณ์ และเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ไว้เป็นรูปแบบเฉพาะหรือไม่ รวมถึงผู้ให้สิทธิได้กำหนดวิธีการและกระบวนการซ่อมแซม เครื่องมือเครื่องใช้ และอุปกรณ์เหล่านั้นไว้อย่างไร
และผู้รับสิทธิจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในส่วนนี้อย่างไรบ้าง

ผู้ให้สิทธิมีข้อกำหนดหรือรูปแบบในการว่าจ้างพนักงานในร้านไว้อย่างไร

ผู้ให้สิทธิกำหนดระบบบัญชี และรูปแบบของรายงานต่างๆ ไว้อย่างไร ใครเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดทำ รวมถึงค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการจัดทำตามรูปแบบนั้นๆ

ผู้ให้สิทธิกำหนดรูปแบบและสไตล์ของสินค้าที่จะจำหน่ายไว้หรือไม่

มีข้อกำหนด ข้อบังคับ ให้ผู้รับสิทธิจะต้องซื้อ หรือเช่าอุปกรณ์ วัตถุดิบในการผลิตจากผู้ให้สิทธิหรือไม่ และถ้ามี ผู้รับสิทธิจะได้รับส่วนลดในการซื้อหรือไม่ อย่างไร

ผู้รับสิทธิสามารถยกเลิกสัญญากับผู้ให้สิทธิได้ในกรณีใดบ้าง

ผู้ให้สิทธิสามารถยกเลิกสัญญากับผู้รับสิทธิได้ในกรณีใดบ้าง

อายุของสัญญามีระยะเวลานานเท่าใด และมีเงื่อนไขในการต่อสัญญาอย่างไร

สัญญาธุรกิจแฟรนไชส์ สามารถจะโอน ขาย จำนำ จำนอง ได้หรือไม่ และผู้ให้สิทธิได้กำหนดระเบียบ ข้อจำกัด และวิธีการไว้อย่างไร

สัญญาของธุรกิจแฟรนไชส์ สามารถตกทอดไปยังทายาทได้หรือไม่ ถ้าไม่มีข้อตกลงนี้ จะทำอย่างไร

ผู้ที่จะซื้อแฟรนไชส์ควรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมในการปฏิบัติงานจริง จากผู้ประกอบการรายเดิมที่ดำเนินการอยู่ก่อนแล้ว

เริ่มต้นดี มีชัยไปกว่าครึ่ง

ผู้ซื้อแฟรนไชส์หรือผู้รับสิทธิควรให้ความสำคัญกับการหาข้อมูล ทั้งสอบถามจากผู้ให้สิทธิในแฟรนไชส์นั้นๆ โดยตรง หรือจากผู้ที่ดำเนินการอยู่ก่อนแล้ว ผู้ซื้อสิทธิควรศึกษารายละเอียดต่างๆ ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ แล้วนำธุรกิจแฟรนไชส์รายต่างๆ มาเปรียบเทียบถึงผลดีผลเสียก่อนตัดสินใจเลือก การเลือกแฟรนไชส์ก็เหมือนการเลือกคู่ครอง เพราะต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน และเมื่อตกลงปลงใจกันแล้ว ต่างฝ่ายต่างต้องปรับตัวเข้าหากัน พร้อมที่จะเรียนรู้ซึ่งกันและกัน และช่วยกันประคับประคองเพื่อให้ชีวิตคู่อยู่กันได้อย่างยาวนานที่สุด ดังนั้น การเริ่มต้นจึงมีส่วนสำคัญ ดังคำกล่าวที่ว่า "การเริ่มต้นที่ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง"

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
ธุรกิจแฟรนไชส์ ฝ่ายวิชาการ, สมาคม .สู่ความสำเร็จในธุรกิจแฟรนไชส์. พิมพ์ครั้งที่ 1.
แฟรนไชส์-มหัศจรรย์แห่งธุรกิจ. ธีระป้อมวรรณกรรม, 2543.

แจฟฟรีย์ แอล บราคัล.องค์กรแฟรนไชน์:การบริหารร้านเครือข่ายลูกโซ่ให้ประสบความสำเร็จ.
แปลโดย สายฟ้า พลวายุ.กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์ บริษัท เออาร์ อินฟอร์เมชัน แอนด์ พับริเคชัน, 2541.
Franchise.http//:www.fpo.mof.go.th/Source/Article/Economis/Econ14/econ.html.

คำไข : เคล็ดลับ-วิธีการเริ่มต้นธุรกิจ วิธีเลือกซื้อแฟรนไชส์

ซื้อแฟรนไชส์อย่างไร ไม่ปวดใจ เป็นเรื่องเกี่ยวกับวิธีการเลือกซื้อแฟรนไชส์ที่ดี ซึ่งจะช่วยผู้ที่คิดจะเป็นผู้ประกอบการ โดยผ่านระบบแฟรนไชส์ มีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น เพราะการเลือกแฟรนไชส์ เป็นปัจจัยค่อนข้างสำคัญที่จะชี้ว่า ธุรกิจมีโอกาสเกิดหรือเติบโตได้หรือไม่ และเพียงใด
ซื้อแฟรนไชส์อย่างไร ไม่ปวดใจ





ซื้อแฟรนไชส์อย่างไร ไม่ปวดใจ



ระบบแฟรนไชส์ เป็นกลยุทธ์ที่ได้รับการพิสูจน์ทดลอง และมีตัวอย่างของความสำเร็จมาแล้วมากมาย ว่าสามารถช่วยให้เจ้าของธุรกิจ ขยายตลาดออกไปได้อย่างกว้างขวาง สำหรับผู้ที่ต้องการมีธุรกิจเป็นของตนเองก็สามารถใช้สูตรสำเร็จที่มีอยู่เดิมมาปฏิบัติได้ โดยไม่ต้องเสียเวลาเรียนรู้นาน แต่การดำเนินธุรกิจทุกประเภทย่อมต้องมีทั้งข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันไปและเพื่อลดความเสี่ยง ความสูญเสีย หรือข้อขัดแย้งต่างๆ ที่จะตามมา อันเกิดจากการตัดสินใจที่ผิดพลาดและขาดข้อมูลที่ชัดเจน ผู้เลือกซื้อแฟรนไชส์หรือผู้รับสิทธิจึงควรศึกษาและพิจารณาถึงรายละเอียดต่างๆ ของผู้ขายแฟรนไชส์หรือผู้ให้สิทธิอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจ

เจาะลึกวิธีเลือกซื้อแฟรนไชส์

การตัดสินใจเลือกซื้อแฟรนไชส์รายใดนั้น ผู้เป็นเจ้าของควรศึกษารายละเอียดสำคัญๆ ดังนี้
ผู้ให้สิทธิมีประสบการณ์ สถานภาพทั้งการเงินและการลงทุนเป็นอย่างไร ผู้ให้สิทธิมีความน่าเชื่อถือและมีความเข้มแข็งมากน้อยเพียงใด รายละเอียดส่วนนี้ไว้พิจารณาถึงโอกาสที่ธุรกิจจะประสบความสำเร็จ และโอกาสที่ผู้ซื้อแฟรนไชส์จะได้สิทธิรับตามสัญญา

ผู้ให้สิทธิควรมีความรู้ความชำนาญเกี่ยวกับธุรกิจหรือกิจการที่ดีกว่าผู้รับสิทธิ เพื่อจะสามารถถ่ายทอดความรู้ต่างๆ ให้แก่ผู้รับสิทธิได้

การตลาดส่วนแบ่งการตลาด และการเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค ผู้ซื้อแฟรนไชส์ควรพิจารณาว่า ส่วนแบ่งตลาดของสินค้าหรือบริการ ณ เวลานั้นๆ มีอยู่เท่าใด และจะสามารถขยายตลาดออกไปได้อีกมากน้อยเพียงใด

ผลงานการวิจัยและพัฒนาสินค้า-บริการ ดูว่าผู้ให้สิทธิสามารถให้การอบรมวิจัยพัฒนาระบบธุรกิจ สินค้าและบริการได้อย่างต่อเนื่องหรือไม่ เพราะส่วนนี้จะสะท้อนถึงความสามารถในการแข่งขันและการขยายตลาดอย่างต่อเนื่อง

พิจารณาถึงเครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร ชื่อทางการค้า สูตร กรรมวิธีการผลิต การฝึกอบรม และการให้ความช่วยเหลืออื่นๆ ที่ผู้ซื้อแฟรนไชส์จะได้รับจากผู้ให้สิทธิ

ค่าธรรมเนียม (Franchise Fee) เป็นจำนวนเท่าใด และผู้ซื้อแฟรนไชส์จะได้สิทธิประโยชน์มากน้อยเพียงใด

ค่าใช้จ่ายในการเริ่มธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อเครื่องมือ เครื่องใช้ อุปกรณ์ อาคาร ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม และค่าใช้จ่ายอื่นๆ

ในสัญญาแฟรนไชส์ได้กำหนดให้ผู้ซื้อแฟรนไชส์ต้องซื้อสินค้า หรือวัตถุดิบจากผู้ให้สิทธิหรือ Supplier ที่ผู้ให้สิทธิกำหนดหรือไม่ และผู้ซื้อแฟรนไชส์จะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอีกหรือไม่ เป็นจำนวนเท่าใด

เครื่องมือ เครื่องใช้ อุปกรณ์ต่างๆ รวมทั้งแหล่งที่มาสินค้าและระบบควบคุมคุณภาพ ที่ผู้ให้สิทธิจะมอบให้เพื่อดำเนินกิจการนั้น มีความทันสมัย และได้มาตรฐานเพียงพอหรือไม่

ผู้ให้สิทธิจะเรียกเก็บค่า Royalty ค่าโฆษณา และค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีกเท่าใด

ผู้ให้สิทธิจะเรียกเก็บค่าฝึกอบรม หรือค่าธรรมเนียมอื่นๆ อีกหรือไม่

ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานประจำเดือนมีอะไรบ้าง และเป็นจำนวนเท่าใด

ผู้ให้สิทธิได้กำหนดเขตการค้าของผู้รับสิทธิไว้หรือไม่ และเขตการค้านั้นกำหนดไว้อย่างชัดเจนมากน้อยเพียงใด มีรายละเอียดอย่างไร

ผู้ให้สิทธิจะช่วยเลือกทำเลที่ตั้งของร้านค้าหรือไม่ และผู้ซื้อแฟรนไชส์จะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มหรือไม่ ใครเป็นคนจัดการเรื่องทำเลที่ตั้งร้าน การเจรจาค่าเช่า หรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ

เงื่อนไขในการคุ้มครองที่ผู้ให้สิทธิจะมอบแก่ผู้รับสิทธิ ได้มีการระบุไว้ในสัญญาหรือข้อตกลงใดๆหรือไม่นั่นคือ ผู้ให้สิทธิจะไม่หาผู้รับสิทธิรายใหม่มาแข่งขันในอาณาเขตการขาย หรือบริเวณใกล้เคียง

ผู้ให้สิทธิจะช่วยในเรื่องการก่อสร้างหรือไม่ และการก่อสร้างอาคารต้องเป็นไปตามแบบที่ผู้ให้สิทธิกำหนดหรือไม่ รวมทั้งผู้รับสิทธิจะต้องเสียค่าธรรมเนียม หรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ เพิ่มเติมในส่วนนี้อีกหรือไม่

ผู้ให้สิทธิมีกระบวนการควบคุมคุณภาพ มาตรฐานของสินค้าและบริการ อย่างไร

ผู้ให้สิทธิได้กำหนดกฎเกณฑ์ในเรื่องการฝึกอบรมพนักงานไว้อย่างไรบ้าง รวมทั้งผู้รับสิทธิจะต้องรับภาระค่าใช้จ่ายอะไรบ้างในด้านการฝึกอบรมพนักงาน

ผู้ให้สิทธิได้กำหนดระเบียบข้อบังคับ หรือรูปแบบการดำเนินธุรกิจประจำวัน ของผู้รับสิทธิไว้อย่างไร

ผู้ให้สิทธิได้กำหนดระเบียบในการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ ไว้อย่างไร

ผู้รับสิทธิหรือผู้ซื้อแฟรนไชส์จะต้องเข้าร่วมในการโฆษณา และส่งเสริมการขายสินค้าโดยรวมมากน้อยเพียงใด และในแต่ละปี ผู้รับสิทธิจะต้องเสียค่าใช้จ่ายการเข้าร่วมโฆษณาและส่งเสริมการขาย เป็นจำนวนเท่าใด

ผู้ให้สิทธิจะสนับสนุนการจัดการธุรกิจของผู้รับสิทธิอย่างไร และมีระยะเวลานานเท่าใด

ุผู้ให้สิทธิกำหนดมาตรฐานเครื่องมือ เครื่องใช้ อุปกรณ์ และเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ไว้เป็นรูปแบบเฉพาะหรือไม่ รวมถึงผู้ให้สิทธิได้กำหนดวิธีการและกระบวนการซ่อมแซม เครื่องมือเครื่องใช้ และอุปกรณ์เหล่านั้นไว้อย่างไร
และผู้รับสิทธิจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในส่วนนี้อย่างไรบ้าง

ผู้ให้สิทธิมีข้อกำหนดหรือรูปแบบในการว่าจ้างพนักงานในร้านไว้อย่างไร

ผู้ให้สิทธิกำหนดระบบบัญชี และรูปแบบของรายงานต่างๆ ไว้อย่างไร ใครเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดทำ รวมถึงค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการจัดทำตามรูปแบบนั้นๆ

ผู้ให้สิทธิกำหนดรูปแบบและสไตล์ของสินค้าที่จะจำหน่ายไว้หรือไม่

มีข้อกำหนด ข้อบังคับ ให้ผู้รับสิทธิจะต้องซื้อ หรือเช่าอุปกรณ์ วัตถุดิบในการผลิตจากผู้ให้สิทธิหรือไม่ และถ้ามี ผู้รับสิทธิจะได้รับส่วนลดในการซื้อหรือไม่ อย่างไร

ผู้รับสิทธิสามารถยกเลิกสัญญากับผู้ให้สิทธิได้ในกรณีใดบ้าง

ผู้ให้สิทธิสามารถยกเลิกสัญญากับผู้รับสิทธิได้ในกรณีใดบ้าง

อายุของสัญญามีระยะเวลานานเท่าใด และมีเงื่อนไขในการต่อสัญญาอย่างไร

สัญญาธุรกิจแฟรนไชส์ สามารถจะโอน ขาย จำนำ จำนอง ได้หรือไม่ และผู้ให้สิทธิได้กำหนดระเบียบ ข้อจำกัด และวิธีการไว้อย่างไร

สัญญาของธุรกิจแฟรนไชส์ สามารถตกทอดไปยังทายาทได้หรือไม่ ถ้าไม่มีข้อตกลงนี้ จะทำอย่างไร

ผู้ที่จะซื้อแฟรนไชส์ควรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมในการปฏิบัติงานจริง จากผู้ประกอบการรายเดิมที่ดำเนินการอยู่ก่อนแล้ว

เริ่มต้นดี มีชัยไปกว่าครึ่ง

ผู้ซื้อแฟรนไชส์หรือผู้รับสิทธิควรให้ความสำคัญกับการหาข้อมูล ทั้งสอบถามจากผู้ให้สิทธิในแฟรนไชส์นั้นๆ โดยตรง หรือจากผู้ที่ดำเนินการอยู่ก่อนแล้ว ผู้ซื้อสิทธิควรศึกษารายละเอียดต่างๆ ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ แล้วนำธุรกิจแฟรนไชส์รายต่างๆ มาเปรียบเทียบถึงผลดีผลเสียก่อนตัดสินใจเลือก การเลือกแฟรนไชส์ก็เหมือนการเลือกคู่ครอง เพราะต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน และเมื่อตกลงปลงใจกันแล้ว ต่างฝ่ายต่างต้องปรับตัวเข้าหากัน พร้อมที่จะเรียนรู้ซึ่งกันและกัน และช่วยกันประคับประคองเพื่อให้ชีวิตคู่อยู่กันได้อย่างยาวนานที่สุด ดังนั้น การเริ่มต้นจึงมีส่วนสำคัญ ดังคำกล่าวที่ว่า "การเริ่มต้นที่ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง"

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
ธุรกิจแฟรนไชส์ ฝ่ายวิชาการ, สมาคม .สู่ความสำเร็จในธุรกิจแฟรนไชส์. พิมพ์ครั้งที่ 1.
แฟรนไชส์-มหัศจรรย์แห่งธุรกิจ. ธีระป้อมวรรณกรรม, 2543.

แจฟฟรีย์ แอล บราคัล.องค์กรแฟรนไชน์:การบริหารร้านเครือข่ายลูกโซ่ให้ประสบความสำเร็จ.
แปลโดย สายฟ้า พลวายุ.กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์ บริษัท เออาร์ อินฟอร์เมชัน แอนด์ พับริเคชัน, 2541.
Franchise.http//:www.fpo.mof.go.th/Source/Article/Economis/Econ14/econ.html.

คำไข : เคล็ดลับ-วิธีการเริ่มต้นธุรกิจ วิธีเลือกซื้อแฟรนไชส์

ซื้อแฟรนไชส์อย่างไร ไม่ปวดใจ เป็นเรื่องเกี่ยวกับวิธีการเลือกซื้อแฟรนไชส์ที่ดี ซึ่งจะช่วยผู้ที่คิดจะเป็นผู้ประกอบการ โดยผ่านระบบแฟรนไชส์ มีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น เพราะการเลือกแฟรนไชส์ เป็นปัจจัยค่อนข้างสำคัญที่จะชี้ว่า ธุรกิจมีโอกาสเกิดหรือเติบโตได้หรือไม่ และเพียงใด