วันพุธที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2556

หลักการเลือกซื้อแฟรนไชส์

หลักการเลือกซื้อแฟรนไชส์

ก่อนที่จะเข้าสู่การทำธุรกิจแฟรนไชส์สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงก็คือความรู้เกี่ยวกับแฟรนไชส์ ไพศาล เตี๋ยวงษ์สุวรรณ์ ผู้จัดการฝ่ายสินเชื่อธุรกิจรายย่อย ธนาคารนครหลวงไทย ว่าหลักสำคัญของการเลือกซื้อแฟรนไชส์ดังนี้

ธุรกิจแฟรนไชส์เป็นธุรกิจที่ต้องมีบุคคลหรือ นิติบุคคลสองฝ่ายคือต้องมีแฟรนไชส์ซอร์และแฟรนไชส์ซี ซึ่งผู้ขายสิทธิหรือแฟรนไชส์ซอร์ควรจะเป็นนิติบุคคลเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ส่วนผู้ซื้อสิทธิหรือแฟรนไชส์ซีจะเป็นนิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดาก็ได้ แต่ถ้าธุรกิจแฟรนไชส์เป็นธุรกิจขนาดใหญ่แฟรนไชส์ซีควรอยู่ในรูปแบบของ นิติบุคคล


ต้องมีการทำสัญญาร่วมกัน เพื่อใช้สัญญาตัวนี้เป็นหลักฐานในการร่วมดำเนินธุรกิจ เนื่องจากในประเทศไทยไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับแฟรนไชส์โดยตรง จึงต้องมีการใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง อย่างเช่นกฎหมายลิขสิทธิ กฎหมายเครื่องหมายการค้ากฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค กฎหมายเกี่ยวกับสัญญา


ดังนั้นก่อนที่จะเลือกซื้อแฟรนไชส์ควรที่ใช้วิจารณญาณในการทำความรู้และ ความเข้าใจเกี่ยวกับสัญญาให้ดี ซึ่งการทำสัญญาของแฟรนไชส์จะทำเพื่อขายสิทธิในเรื่องเกี่ยวกับการดำเนินงาน ขายสินค้าและบริการตามรูปแบบแฟรนไชส์ซอร์ภายใต้สัญลักษณ์เครื่องหมายการค้า ชื่อสินค้า เทคโนโลยี การผลิต ระบบการดำเนินการทั้งหมดของแฟรนไชส์ซอร์ โดยมีเงื่อนไขเกี่ยวกับพื้นที่และระยะเวลาตามกำหนด


- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

ผู้ซื้อต้องรู้ว่าได้สิทธิอะไรจากการซื้อแฟรนไชส์ ส่วนใหญ่สิทธิที่จะได้รับจากการซื้อแฟรนไชส์ ประกอบไปด้วย 3 เรื่องหลัก คือ

   1. ชื่อเสียงของธุรกิจ เป็นสิ่งสำคัญ เพราะถ้าซื้อแฟรนไชส์ที่มีชื่อเสียงดังๆ เป็นที่ยอมรับถ้าเปิดในพื้นที่เดียวกันคนก็จะเดินเข้าร้านแฟรนไชส์ดังๆ 5 คน แต่เข้าร้านอื่นๆ แค่ 1 คนอันนี้คือสิ่งที่ทำให้เกิดระบบแฟรนไชส์ขึ้น ถ้าแฟรนไชส์มีชื่อเสียงดีแบรนด์เป็นที่ยอมรับแล้วก็จะเป็นประโยชน์ต่อการทำ แฟรนไชส์

   2. เทคนิค เทคโนโลยีในการผลิต หรือรูปแบบการให้บริการ เป็นสิ่งที่แฟรนไชส์ซอร์มีการคิดค้นผสมผสานออกมาแล้วว่าเทคนิคเทคโนโลยีในการ ผลิต หรือรูปแบบการให้บริการแบบนี้ที่ทำให้โดนใจผู้บริโภคเป้าหมาย ซึ่งถ้าเราคิดเองอาจจะไม่ได้ตามนี้ก็ได้

   3. ระบบการบริหารจัดการทั้งหมด ถ้าแฟรนไชส์ซอร์ไม่มีระบบการบริหารจัดการให้กับแฟรนไชส์ซีก็จะลำบาก


- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

สำหรับแฟรนไชส์ซีก็ต้องปฏิบัติตามสิทธิทุกเรื่องที่แฟรนไชส์ซอร์ให้ไว้ ด้วย เพื่อการดำเนินไปตามมาตรฐานเดียวกัน เนื่องจากปัญหาสำคัญของการทำธุรกิจแฟรนไชส์ส่วนใหญ่จะมาจากการที่แฟรนไชส์ซี ไม่ทำตามมาตรฐานที่แฟรนไชส์ซอร์กำหนดไว้ การที่แฟรนไชส์ซอร์จะให้แฟรนไชส์ซีทำตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ก็ต้องมีการถ่ายทอด สอนงาน และฝึกปฎิบัติให้กับแฟรนไชส์ซีด้วย พร้อมทั้งเข้าไปช่วยเหลือ เมื่อแฟรนไชส์ซีเกิดปัญหา เช่นแฟรนไชส์ร้านก๋วยเตี๋ยว ถ้าแฟรนไชส์ซอร์บอกให้แฟรนไชส์ซีซื้อเส้นบะหมี่กับแฟรนไชส์ซอร์แต่แฟรนไชส์ซีกลับไป ซื้อกับคนอื่นเนื่องจากราคาถูกกว่าอันนี้ถือว่าแฟรนไชส์ซีเป็นคนผิด ซึ่งตรงนี้แฟรนไชส์ซอร์ก็ต้องหามาตรการมาควบคุมให้ได้


ค่าธรรมเนียมคิดถ้าเป็นธุรกิจที่คิดเองทำเองก็ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม แต่ถ้าซื้อแฟรนไชส์จะต้องเสียค่าธรรมเนียมแรกเข้าเพื่อเอาสูตรในการทำและเครื่อง หมายการค้าของแฟรนไชส์ซอร์มา นอกจากนี้ยังมีการแบ่งค่ารอยัลตี้ฟีให้กับแฟรนไชส์ซอร์ด้วย


ต้องมีการกำหนดในเรื่องของพื้นที่ประกอบการอย่างชัดเจน แฟรนไชส์ซีจะต้องดูว่าลักษณะพื้นที่ในการเปิดร้านห่างใกล้กันแค่ไหน เช่นแฟรนไชส์ซอร์กำหนดให้เป็น 1 อำเภอมี 1 จุด หรือรัศมีห่างกันไม่ต่ำกว่า 15 กิโลเมตร หรือ 10 กิโลเมตรมี 1 จุด ไม่ใช่ซื้อแฟรนไชส์มาไม่นานมีคนมาขายแข่งภายใต้ชื่อแบรนด์เดียวกัน


ระยะเวลาในสัญญาแฟรนไชส์มีตั้งแต่ 1 ปี 3 ปี 5 ปี 10 ปีหรือจนกระทั่งตลอดชีวิต โดยเฉลี่ยถ้าเป็นแฟรนไชส์ที่มีการลงทุนสูงอายุสัญญาจะอยู่ที่ 3-5 ปี

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น